ธนะศักดิ์ปักหมุด-เสนอสร้าง ‘ราชรถ’ใหม่ เชิญพระบรมโกศ เวียนรอบพระเมรุ ยกเสาเอกมี.ค.60 ปิดรับเจ้าภาพร่วม
‘ธนะศักดิ์’นำปักหมุด 9 จุดสร้าง’พระเมรุมาศ’ ฝั่งทิศใต้สนามหลวง
@ รมว.ทส.ถวายภัตตาหารเพล
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม งานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 74 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เป็นวันที่ 20 สำหรับในวันนี้มีหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงคมนาคม อาทิ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, สถาบันการบินพลเรือน, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, และหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัด ทส. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การจัดการน้ำเสีย ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เวลา 07.00 น. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สถาบันการบินพลเรือน และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ
เวลา 10.30 น. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ ทส. เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ซึ่งมีคณะในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี, สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ร่วมเป็นเจ้าภาพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
@ อธิบดีคพ.ประธานบำเพ็ญกุศล
เวลา 16.30 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร รวม 8 รูป สวดพระอภิธรรม โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การจัดการน้ำเสีย ร่วมเป็นเจ้าภาพ
เวลา 19.00 น. พล.ร.อ.นพ.ม.จ.ปุสาณ สวัสดิวัตน์ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
@ ปิดรับจองร่วมเป็นเจ้าภาพแล้ว
สำนักพระราชวังแจ้งว่า ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล โดยกำหนดให้แสดงความจำนงขอร่วมเป็นเจ้าภาพได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 นั้น ขณะนี้ได้มีผู้แสดงความจำนงขอร่วมเป็นเจ้าภาพจำนวนมาก สำนักพระราชวังจึงปิดรับการขอร่วมเป็นเจ้าภาพถึงวันที่ 26 ธันวาคมนี้เท่านั้น เพื่อจะได้จัดลำดับได้ครบถ้วนทุกรายตามที่ได้ยื่นแสดงความจำนงไว้ต่อไป โดยสำนักพระราชวังจะส่งหนังสือตอบรับและแจ้งรายละเอียดการเป็นเจ้าภาพให้ทราบ ก่อนวันและเวลาที่กำหนดให้เป็นเจ้าภาพล่วงหน้า 15 วัน
@ ยอดประชาชนถวายเงิน183ล.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ประชาชนต่างใช้ช่วงเวลาก่อนหยุดเทศกาลปีใหม่ เดินทางมาสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้าตรู่ โดยสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีเวลา 04.45 น. และเมื่อกราบสักการะแล้ว ประชาชนยังคงได้รับข้าวพอเพียงจากสำนักนายกฯ และน้ำดื่ม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้จัดเต็นท์หลบร้อนสำหรับให้ประชาชนที่รอรถประจำทางด้านหลังประตูเทวาภิรมย์ด้วย ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม มีจำนวน 48,373 คน รวม 56 วัน มี 2,293,130 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลรวม 56 วัน เป็นเงิน 183,402,062.25 บาท
@ “50ชาวเผ่าเยอ”ถวายสักการะ
นางสุภาพร โยธี อายุ 42 ปี พร้อมสามี นายชันชา บุญโย อายุ 47 ปี อาชีพทำนา และลูกสาว ด.ญ.สุพิชญา โยธี อายุ 9 ขวบ ชาวเผ่าเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้รวมตัวกับเพื่อนชาวเผ่าเยอกว่า 50 คน เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่พระองค์ทรงมีต่อพวกชาวเผ่าเยอ ดังหลักฐานทางภาพถ่ายและวิดีโอ ที่พระองค์เสด็จฯไปทรงทอดผ้าพระกฐินที่วัดปราสาทเยอ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2514 สร้างความร่มเย็นให้กับชาวเผ่าเยอจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งวันนี้เป็นความตื้นตันที่ได้รับข้าวเปลือกพระราชทานโดยจะนำไปบูชาและอีกส่วนนำไปเป็นพันธุ์ข้าว
ด.ช.ณัฐวุฒิ เหมือนวดี อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมครู 7 คน และเพื่อนนักเรียน 20 คน เพื่อถวายสักการะพระบรมศพ ส่วนตัวรู้สึกดีใจมากที่ได้เดินทางมาวังของในหลวง ร.9 และได้เขียนเรียงความเรื่อง การทำความดี เช่น การมีจิตอาสา การแบ่งปัน การมีความขยันอดทน และมีความพยายาม ทำอะไรต้องมีความอดทน โดยจะนำคำสอนของพระองค์มาปรับใช้ เช่น ความพอเพียง สิ่งไหนไม่ควรซื้อก็ไม่ต้องซื้อ และอยากให้มีในหลวงแบบนี้ตลอดไป ไม่อยากเสียในหลวงไป
ด้าน น.ส.ณัทธวดี เสาร์สอน อายุ 50 ปี กล่าวว่า แม้จะมาสักการะพระบรมศพ 4 ครั้งแล้ว แต่ความรู้สึกยังคงตื้นตันเหมือนเดิม มาทีไรก็เศร้าทุกครั้ง แม้ว่าคนจะเยอะมากมายแค่ไหนแต่บรรยากาศกลับสงบเงียบเป็นการไว้อาลัยพระองค์ ทำให้รู้สึกอยากมาเรื่อยๆ ที่ผ่านมาหากมีโอกาสจะฟังพระราชดำรัสของพระองค์เสมอ โดยเฉพาะวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา
@ ปั่น1,250กม.สักการะพระบรมศพ
ทั้งนี้ที่บริเวณท้องสนามหลวง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงมีประชาชนเดินทางเข้ามาต่อคิวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครจำนวนมากมาคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมายังท้องพิธีสนามหลวง โดยเวลา 13.00 น. นายเทิดศักดิ์ อรรถรังสรรค์ อายุ 50 ปี ได้ปั่นจักรยานจากรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย มาที่ท้องสนามหลวง เพื่อเข้าถวายสักการะพระบรมศพ หลังจากเดินทางตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. เวลา 06.30 น. ถึงท้องสนามหลวงวันที่ 26 ธันวาคมใช้เวลาทั้งหมด 10 วัน ระยะทาง 1,250 กม.
นายเทิดศักดิ์กล่าวว่า เป็นคนไทยที่อยู่รัฐปีนังนานกว่า 9 ปีแล้ว เหตุที่เดินทางมาในครั้งนี้ เพราะตั้งใจมาถวายสักการะ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งนี้ ระหว่างทางที่ปั่นจักรยานมา ได้มีประชาชนที่บ้านอยู่ริมถนนใหญ่ ได้ให้อาหาร เครื่องดื่ม และเงินทำบุญ ตกกลางคืนก็ขออาศัยนอนที่วัด โรงพัก และกรมป่าไม้ สิ่งที่ตนเป็นห่วงที่สุดระหว่างเดินทางคือพายุฝน เพราะช่วงนี้ภาคใต้เกิดพายุลมแรงช่วงจังหวัดสงขลา และพัทลุง แต่โชคดีที่พบแค่ฝนตกเล็กน้อยเท่านั้น โดยพระองค์ทำเพื่อคนไทยมาตลอด 70 ปีของการครองราชย์ ช่วยเหลือคนไทยทุกคนไม่แบ่งชนชั้น ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการศึกษา กีฬา ดนตรี ศิลปะ ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามภูมิภาคก็จะมีการเจริญทางการศึกษาได้ยาก แต่โชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ให้ความสำคัญในด้านนี้
@ ลูกเสือ-เนตรนารี100คนจิตอาสา
ด.ช.ธีรภัทร มีศรี วัย 14 ปี ลูกเสือจากโรงเรียนสิงห์บุรี กล่าวว่า เป็นวันแรกที่เดินทางมาร่วมทำจิตอาสาบริเวณท้องสนามหลวงเป็นวันแรก โดยตนเองรวมทั้งลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด จากโรงเรียนสิงห์บุรี 100 คน ได้เดินทางร่วมกันมาทำกิจกรรมจิตอาสาที่สนามหลวง ซึ่งออกจากจังหวัดสิงห์บุรีมาตั้งแต่ช่วงประมาณตีสี่ และเดินทางมาถึงประมาณ 7 โมงเช้า ทุกคนต่างสมัครใจเดินทางมาร่วมจิตอาสา และไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด
“ผมและเพื่อนตั้งใจมาร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา เนื่องจากอยากทำความดีถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งวันนี้ก็ได้ช่วยเข็นรถให้กับคนสูงอายุที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ, แจกร่มให้กับประชาชน และแยกวัตถุดิบที่จะใช้ในการปรุงอาหาร ส่วนตัวแล้วรู้สึกตื้นตันใจบอกไม่ถูก และเป็นความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสถวายงานแด่พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย พระองค์ท่านทรงงานอย่างหนัก เพื่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ” ด.ช.ธีรภัทรกล่าว
@ ถวายผ้าสไบลายคุณทองแดง
ด้านนางบุญมา ศรีจันทร์ อายุ 77 ปี ชาวบ้านหนองบัว หมู่ 9 อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ที่เคยได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในงานกาชาดประจำปี 2547 ได้นำผ้าสไบห่มไหล่ ทอด้วยไหมมัดหมี่สีดำเป็นรูปคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงมาทูลเกล้าฯถวายจำนวน 2 ผืน กล่าวถึงความประทับใจเมื่อครั้งเฝ้าฯรับเสด็จว่า แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็จดจำได้ไม่ลืมว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดขึ้นขณะนำผ้าไหมมัดหมี่มาวางจำหน่ายที่ร้านภูฟ้า ในงานกาชาดปี 2547 โดยลายผ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำนา ไร่ เลี้ยงปลา หมู ไก่ และมีกระท่อมปลายนา ซึ่งตอนทอได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ทรงอุ้มคุณทองแดงไว้ จึงนำมาเป็นแรงบันดาลใจเพิ่มในลายผ้า เมื่อในหลวง ร.9 เสด็จฯผ่าน ได้ทอดพระเนตรเห็น ทรงแย้มพระสรวลและมีรับสั่งว่า “คุณทองแดง” แต่ไม่ได้ตรัสถามอะไรต่อ จากนั้นผ่านไป 15 นาที มีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังมาเชิญไป ตอนนั้นกลัวมาก ตกใจ กลัวทำอะไรผิด หยิกตัวเองก็ไม่เจ็บ เสื้อเปียกชุ่มไปหมด ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่มาเชิญไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์มีรับสั่งด้วยพระเมตตาว่า “ให้นำลายหมูลายไก่ออก ให้เหลือคุณทองแดงตัวเดียว เพราะเขาชอบอยู่แบบสง่างาม” หลังจากนั้นก็ทอลายนี้ขายมาตลอด แต่ละผืนก็ทอนานกว่า 2 วัน
@ 1มค.เปิดลงนามถวายพระพร ร.10
ที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ท้องสนามหลวง พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กอร.รส. กล่าวภายหลังการประชุม กอร.ส.ว่า การดูแลประชาชนในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีคืนวันที่ 31 ธันวาคมจะมีประชุมกลุ่มย่อยหารือกันอีกครั้ง ก่อนจะมีการแถลงถึงความชัดเจนในวันที่ 28 ธันวาคม ส่วนวันที่ 1 มกราคม 2560 ตามที่สำนักพระราชวังได้แจ้งปิดการเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่เปิดให้ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตั้งแต่เวลา 07.30-17.00 น. ทาง กอร.รส.จะดูแลประชาชนตามปกติ แต่จะเริ่มเปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนเข้าพื้นที่สนามหลวงในเวลา 06.00 น. เป็นต้นไป
@ ห่วงประชาชนป่วยไม่แจ้งจนท.
พล.ต.พงษ์สวัสดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมกังวลเรื่องประชาชนที่เจ็บป่วยหรือมีโรคประจำตัวแต่ไม่แจ้งอาการจึงจะประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น และนำจิตอาสาไปแจกแผ่นป้ายเพื่อให้ระบุโรคที่ป่วย รวมถึงจะเพิ่มหน่วยบริการทางการแพทย์ที่ประตูเทวาภิรมย์ที่เป็นทางออกจากการเข้าไปกราบถวายสักการะพระบรมศพ เพราะบางคนอาจมีอาการเหนื่อยล้า สำหรับผู้ทรงศีลของทุกศาสนา ที่ต้องการเข้าไปแสดงความอาลัยพระบรมศพ สามารถไปแสดงตัวได้ที่ราชนาวีสโมสร ถนนมหาราช ทางกรมศาสนาได้ตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกพาเข้าไปโดยไม่ต้องผ่านจุดคัดกรอง เพราะเกรงว่าหากมารอคิวที่สนามหลวงอาจดูแลได้อย่างไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา นอกจากนี้ ทางศูนย์ประสานงาน Volunteers For Dad แจ้งขอรับบริจาควัตถุประกอบอาหารประเภทเครื่องปรุงและน้ำมันพืช เพื่อจะได้ไปมอบให้กับโรงครัวต่างๆ ในสนามหลวงต่อไป
“กอร.รส. กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เตรียมตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อบริหารจัดการประชาชนที่จะเข้าชมนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างได้มีความคืบหน้ามากคาดว่าจะเสร็จตามกำหนดในวันที่ 28 ธันวาคม” พล.ต.พงษ์สวัสดิ์กล่าว
@ ปัก9หมุดสร้างพระเมรุมาศ

เวลา 15.59 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งทิศใต้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปักหมุดทำผังเพื่อการก่อสร้างพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาเครื่องสังเวยที่โต๊ะเครื่องบวงสรวง พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ วิบูลย์เวทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์พฤฒาจาริย์ อ่านโองการบวงสรวง ประธานโปรยข้าวตอกดอกไม้ที่เครื่องสังเวย โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ และผู้ปักหมุดเดินไปประจำหลักหมุด เวลา 16.19 น. พราหมณ์เป่าสังข์แตรให้สัญญาณเริ่มปักหมุดพระเมรุมาศ โดยใช้ไม้มงคลปักหมุดจำนวน 9 จุด ประกอบด้วยหมุดหลัก พล.อ.ธนะศักดิ์ เป็นผู้ปักหมุด และหมุดรอง 8 จุด ได้แก่ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ วธ. ปักหมุดหลักที่ 2 นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง ปักหมุดหลักที่ 3 เลขาธิการพระราชวัง ปักหมุดหลักที่ 4 รองราชเลขาธิการ (ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ) ปักหมุดหลักที่ 5 นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปักหมุดหลักที่ 6 ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปักหมุดหลักที่ 7 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปักหมุดหลักที่ 8 และนายเดโช สวนานนท์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ปักหมุดหลักที่ 9
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผังในการก่อสร้างพระเมรุมาศ กำหนดตำแหน่งอ้างอิงโดยการพิจารณาจุดกึ่งกลางของยอดพระเมรุมาศเป็นจุดหลัก โดยจุดกึ่งกลางดังกล่าวกำหนดจากจุดตัดของแนวแกนสำคัญ 2 แกน ได้แก่ แกนทิศเหนือ-ใต้ หรือแกนในแนวขนานกับความยาวของท้องสนามหลวง ซึ่งสัมพันธ์กับแนวกึ่งกลางของพระศรีรัตนเจดีย์ ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก หรือแกนในแนวตั้งฉากกับแนวแกนเหนือ-ใต้ สัมพันธ์กับแนวกึ่งกลางพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ส่วนหมุดประกอบอีกจำนวน 8 หมุด คือตำแหน่งกึ่งกลางยอดบริวารของพระเมรุมาศ ซี่งได้แก่ ยอดซ่าง 4 ยอด และยอดมณฑปน้อย 4 ยอด รวมตำแหน่งหมุดทั้งหมด 9 หมุด
@ ยึดหลักพอเพียง-สมพระเกียรติ
วันเดียวกัน ที่โรงละครเล็ก พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าในการจัดสร้างพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าไปมาก โดยภายหลังจากพิธีปักหมุด เพื่อเป็นการกำหนดจุดกึ่งกลางการก่อสร้างพระเมรุมาศ เจ้าหน้าที่จะเริ่มตีผัง ตีแบบในช่วงหลังวันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งเมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคมที่ผ่านมาได้มีการล้อมรั้วพื้นที่ที่จะใช้ในการสร้างโรงขยายแบบ ขยายลาย ซึ่งในโรงขยายแบบจะประกอบด้วยศูนย์ควบคุมการก่อสร้างพระเมรุมาศ จนกระทั่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานคร จะให้พื้นที่ประมาณวันที่ 20 มกราคม 2560 ในส่วนของการล้อมรั้ว คณะกรรมการได้ให้แนวทางไปว่าจะต้องจัดตกแต่งรั้ว มีลวดลาย จัดภูมิทัศน์ มีแบล๊ค
ดร็อปที่สวยงาม เจริญหูเจริญตา สมพระเกียรติ ประกอบกับความเป็นมงคลในการก้าวไปข้างหน้า โดยขอให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2559 สำหรับเรื่องงบประมาณในการจัดสร้างพระเมรุมาศได้ส่งให้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณได้พิจารณาในขั้นต้นแล้ว โดยยึดหลักพอเพียงและสมพระเกียรติ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แนวทางการปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบพัสดุ และจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างทำสัญญาการก่อสร้าง
@ ชงสร้างราชรถรางปืน-ราเชนฯ
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น เพื่อให้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพมีความสมพระเกียรติสูงสุด ที่ประชุมมีมติให้จัดสร้างราชรถรางปืน และพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยใหม่ เพื่อใช้อัญเชิญพระบรมโกศ และพระสรีรางคารถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยจะเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานให้ความเห็นชอบ ซึ่งเมื่อคณะกรรมการอำนวยการเห็นชอบแล้ว จะกราบบังคมทูลผ่านสำนักพระราชวังเพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยขอพระราชทานพระนามต่อไป
“ตามราชประเพณีการอัญเชิญพระบรมโกศจากพระบรมมหาราชวังสู่พระเมรุมาศจะใช้พระยานมาศสามลำคาน จากนั้นเมื่อเคลื่อนไปยังถนนสนามไชยจะอัญเชิญพระบรมโกศพระบรมศพขึ้นเกรินบันไดนาคประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ จนกระบวนเคลื่อนมาสู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง จะอัญเชิญพระบรมโกศลงประดิษฐานบนราชรถรางปืน ซึ่งจะมีการจัดสร้างขึ้นใหม่เพื่อเวียนรอบพระเมรุมาศ 3 รอบ แล้วจึงอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานบนพระเมรุมาศ การจัดสร้างราชรถใหม่นี้เพื่อถวายแด่พระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานสิ่งต่างๆ ให้ชาติไว้มากมาย ทรงพัฒนาประเทศในทุกด้าน และทรงเป็นจอมทัพไทย โดยทั้งสองราชรถมอบหมายให้กรมศิลปากรจัดสร้างและออกแบบลวดลายศิลปกรรม ส่วนกรมสรรพาวุธทหารบกดูแลระบบขับเคลื่อนและล้อ โดยยึดราชประเพณีที่สืบต่อกันมา” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว
@ ยกเสาเอกพระเมรุมาศมี.ค.60
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวต่อว่า ภายหลังพิธีปักหมุด จะมีพิธียกเสาเอกและพิธีบวงสรวงเพื่อสิริมงคลตามราชประเพณี และให้การจัดสร้างพระเมรุมาศประสบผลสำเร็จ โดยจะเชิญนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการใหญ่ คาดว่าจะมีพิธีในเดือนมีนาคม พ.ศ.2560 จากนั้นจะมีพิธียกฉัตร ซึ่งเป็นเครื่องสูงตามราชประเพณี โดยทูลเกล้าฯ กราบบังคมทูลเชิญผู้นำประเทศ การดำเนินงานทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ในการวางพื้นฐานโครงสร้างด้านวิศวกรรมสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ โดยเฉพาะพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โครงสร้างจะต้องมีความมั่นคงและแข็งแรงอย่างมาก คาดว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560

