ร้อง ‘บิ๊กโจ๊ก’ ถูกร้านเฟอร์นิเจอร์โกง-สาวถูกแฟนหนุ่มรู้จักผ่านแอพพ์หาคู่หลอกเป็นหนี้กว่า 5 ล้าน

18.07.23 | 13:14 น.

ร้อง ‘บิ๊กโจ๊ก’ ถูกร้านเฟอร์นิเจอร์โกง-สาวถูกแฟนหนุ่มรู้จักผ่านแอพพ์หาคู่หลอกเป็นหนี้กว่า 5 ล้าน


เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด นำผู้เสียหาย 2 กรณีเข้าร้องเรียนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. นายเอกภพกล่าวว่า กรณีแรกผู้เสียหายรวม 50 คนถูกร้านเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ฉ้อโกงประชาชน เมื่อสั่งซื้อแล้วไม่ได้รับสินค้า เชื่อว่ามีผู้เสียหายมากกว่า 10,000 ราย มีออเดอร์มากกว่า 100,000 ชิ้น โดยผู้เสียหายรวมตัวกันประมาณ 10,000 ราย แจ้งความไว้ทั้งที่ สภ.พื้นที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาแต่ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินการจึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย จึงเข้ามาพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ให้ช่วยเหลือประชาชน

นายเอกภพกล่าวอีกว่า ผู้เสียหายเห็นว่าเพจผลิตเฟอร์นิเจอร์เป็นเพจใหญ่มีผู้ติดตามจำนวนมากจึงหลงเชื่อและสั่งซื้อแต่ไม่ได้สินค้า ทางร้านเลี่ยงไปเปิดเพจใหม่ มีผู้หลงสั่งซื้อแล้วไม่ได้ของอีก ผู้เสียหายไปที่ร้านทวงถามเงินแต่ไม่ได้ อ้างว่าทำให้ไม่ทัน บางคนสั่งออเดอร์ไป 3-4 ปี จนลูกโตยังไม่ได้ใช้ ทุกวันนี้มีมิจฉาชีพที่มีพฤติกรรมเช่นนี้อีกจำนวนมากไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ มีเรื่องการซื้อขายผลไม้อีก อยากให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบให้ดีตรวจรีวิวในคอมเมนต์ว่าได้ของจริงไหม อยากให้ช่วยดูข่าวนี้เมื่อจะสั่งซื้อขอให้มีสติว่ามีคนได้ของจริงหรือไม่

น.ส.จันทนา (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า สั่งตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.2565 กับแม่ไปที่โรงงานว่ามีของจริงหรือไม่ พบว่ามีโรงงาน คนงานทำงานจริง มีสินค้าจริงจึงสั่งเฟอร์นิเจอร์มาเรื่อยๆ เป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อร้านออกสินค้าอะไรมาจะสั่งหมด เนื่องจากราคาถูกกว่าร้านทั่วไป เช่น เฟอร์นิเจอร์เป็นชุดที่อื่นอาจจะขายหลายพันบาทแต่ร้านดังกล่าวจะขายเพียง 1,000 บาทหรือ 2,000 บาทจึงหลงเชื่อและสั่งสินค้ากับร้านแต่สุดท้ายไม่ได้สินค้า พอทวงถามก็บ่ายเบี่ยงขอเลื่อนเวลาส่งอ้างทำไม่ทัน สุดท้ายพอขอเงินคืนทางร้านก็บ่ายเบี่ยงไม่มีการคืนเงินแต่อย่างใด

Advertisement

ด้าน น.ส.วรินทรา (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี กล่าวว่า ไปกับผู้เสียหายรายอื่นร้องเรียนที่กองปราบปรามแต่คดีไม่มีความคืบหน้าจึงมาสอบถามกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ช่วยติดตามคดีเนื่องจากทางร้านไม่ได้ทำตามสัญญาหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย หลายคนยังไม่ได้รับการคืนเงินจากทางร้าน ในส่วนทางคดีก็ไม่มีความคืบหน้าจึงรวมตัวอีกครั้งเพื่อมาติดตามความคืบหน้าคดี ส่วนแรกที่ต้องการคือ อยากให้ทางร้านช่วยแก้ไขปัญหาด้วยการคืนเงินกับคนที่ต้องการเงินคืน สองคือ ลูกค้าหลายคนที่มีการดำเนินคดีไปต้องการความคืบหน้าคดีเพราะเวลาล่วงเลยมานาน 2 เดือน ขณะที่ผู้เสียหายบางคนไม่ต้องการเงินคืน ไม่ต้องการสินค้า แต่ต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

นายเอกภพกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 2 ข้าราชการกระบวนการยุติธรรมหญิงรายหนึ่งถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นนักเทรดหุ้นลวงให้กู้เงินธนาคาร และดาวน์รถนำรถไปจำนำทำให้เดือดร้อนเป็นหนี้สินเกือบ 5 ล้านบาท พอเรียกร้องขอเงินคืนกลับถูกทำร้ายร่างกายและข่มขู่ว่าจะเอาคลิปภาพไปเผยแพร่ในที่ทำงาน ด้วยความเกรงกลัวไม่ปลอดภัยจึงมาร้องเรียน

น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี เปิดเผยว่า รู้จักกับชายคนดังกล่าวผ่านแอพพ์หาคู่เมื่อ เม.ย.ที่ผ่านมา รู้จักกันฝ่ายชายมีความน่าเชื่อถือพูดจาดีอ้างว่าจบปริญญาตรี 2 ใบ มีเงินฝากอยู่ต่างประเทศและเชี่ยวชาญด้านการเล่นหุ้นฟอเร็กซ์ ก่อนหน้าตนมีหนี้อยู่ 800,000 บาท ฝ่ายชายบอกว่าขอให้ทำตามที่บอกแล้วจะช่วยปลดหนี้ให้

น.ส.เอกล่าวว่า ก่อนที่ฝ่ายชายจะออกอุบายให้ตนไปซื้อรถ บอกว่าจะจ้างคนมาสอนให้ขับรถ แต่ตอนนั้นพาไปธนาคาร พอสงสัยอะไรเริ่มถามก็จะถูกข่มขู่ ตนมีโรคประจำตัวรักษาอาการป่วยมา 7 ปีมีภาวะหวาดกลัว ตัวสั่นหากได้รับการข่มขู่ ระยะหลังฝ่ายชายบอกให้พาไปซื้อทอง ซื้อโทรศัพท์มือถือ ในระหว่างคบหาฝ่ายชายรู้จักทางบ้านและมีการข่มขู่เมื่อทวงเงินหรือบิลค้างชำระ ฝ่ายชายกลับให้ไปแก้ปัญหาหนี้เอง ทำให้รู้สึกกังวลว่าพลาดที่ไปซื้อรถตามที่เขาบอกตั้งแต่แรก

น.ส.เอกล่าวอีกว่า จากนั้นฝ่ายชายให้ทำอะไรต้องทำตามหมดเพราะไม่มีปัญญาที่จะจ่ายค่างวดรถ ค่ารถ 2 คัน จำนวน 3 ล้านบาท พอมีปัญหาเรื่องเงินหนักขึ้นมีการทะเลาะกัน สุดท้ายถูกทำร้ายร่างกาย ตอนนี้ถึงขั้นให้เอารถไปจำนำกับเต็นท์รถ ตอนนี้ไม่รู้ว่ารถไปถึงไหนมีบิลต่างๆ เจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาทวงเงินทุกเดือน หนักเข้าฝ่ายชายให้ไปยืมเงินเพื่อนสนิทที่ทำงาน และบอกให้แม่ไปหาเงินมาให้เขาอ้างว่ามีเช็คที่ธนาคารที่ต่างประเทศต่างธนาคารใช้เวลาหลายวัน ถ้าได้เงินมาแล้วจะคืนให้ สุดท้ายก็ไม่ได้คืนอ้างว่าเป็นเพราะตนปฏิบัติไม่ดีพูดไม่ดีกับเขา

น.ส.เอกล่าวว่า รู้สึกกังวลในเรื่องความปลอดภัย ทั้งโทรศัพท์มือถือ อีเมล์ สามารถเข้าถึงได้หมด ข่มขู่ว่าจะทำร้ายแม่และน้องพอเลิกกันเขาไม่รับโทรศัพท์ อ้างว่าเขามีอิทธิพลใน 9 จังหวัดภาคใต้ อ้างว่ามีอิทธิพลในเขตลาดพร้าว ตนหวาดกลัวรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยสุดท้ายขอมาพึ่งเพจสายไหมต้องรอดว่าจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อที่จะจัดการกับคนๆ นี้ อย่างน้อยก็ไม่ให้ไปก่อเหตุกับใครอีกเพราะทราบว่ามีผู้หญิงที่ภาคใต้เป็นครูถูกกระทำในลักษณะเดียวกันให้ไปซื้อรถ ซื้อบ้าน และสุดท้ายภาระก็เป็นของฝ่ายหญิง เรื่องนี้อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย

น.ส.เอกล่าวอีกว่า สุดท้ายต้องเป็นหนี้เกือบ 5 ล้าน บัญชีต่างๆ ไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากติดสินเชื่อ เงินติดตัวก็ไม่มี สุดท้ายได้พี่ช่วยให้ค่ารถเดินทางไปทำงาน ตนยังติดหนี้เพื่อนอีกตอนนี้กลัวว่าจะล้มละลายแต่การล้มละลายก็ยังไม่เท่ากับทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำให้แม่เดือดร้อน มันเอาแม้กระทั่งเงินของน้องตน 500 บาทก็เอา