แก๊ง จยย.วิบากลอบขี่ในดอยสุเทพ แอบเข้าทางถนนลำลอง อุทยานฯรู้เบาะแสแล้ว ปรับสูงสุด 1 แสน
กรณีที่เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โพสต์รูปภาพ คนกำลังขี่จักรยานยนต์วิบาก 2 คัน เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พร้อมกับระบุว่า ให้มามอบตัว และเสียค่าปรับโดยด่วนนั้น
อ่านข่าว
แก๊งจยย.วิบาก ลอบขี่มอเตอร์ไซค์บนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จี้พบจนท.ด่วน
วันที่ 21 กรกฎาคม นายภูพิชิต ช่วยบำรุง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม เพจเพจหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า ได้เข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และได้พบกลุ่มมอเตอร์ไซค์วิบาก ประมาณ 10 คัน วิ่งอยู่ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ไม่ใช่เส้นทางที่ใช้สัญจร จึงถ่ายคลิปเอาไว้ แล้วเอาไปลงในเพจ เชียงใหม่ cm108 พร้อมกับตั้งคำถามว่า เวลานี้อุทยานอนุญาตให้กลุ่มรถจักรยานต์ยนต์วิบากเข้ามาขี่ในอุทยานแล้วหรือ ซึ่งต่อมามีกลุ่มผู้ขับขี่จักรยานยนต์วิบากกลุ่มดังกล่าวเข้ามาต่อว่า ผู้โพสต์จึงลบคลิปดังกล่าวเสีย อย่างไรก็ตาม มีผู้แคปโพสต์ และคลิปบางส่วนเอาไว้ได้ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ทางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยจึงเชิญตัวคนที่โพสต์มาให้ข้อมูล
นายภูพิชิตกล่าวว่า ตอนนี้เราได้ข้อมูลมาพอสมควรแล้ว พบว่าเส้นทางที่กลุ่มจักรยานยนต์วิบากพวกนี้เข้ามาในอุทยานฯโดยใช้เส้นทางถนนป่าไม้ลำลอง ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่ทำไว้สำหรับสัญจร แล้วเข้าไปขับขี่ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาหากเจ้าหน้าที่พบเจอก็จะเปรียบเทียบปรับทุกครั้ง โดยจะเปรียบเทียบปรับฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท อย่างไรก็ตาม มีมาตรฐานของกรมอุทยานฯเอาไว้ว่า หากทำผิดครั้งแรก ให้ปรับไม่เกิน 5,000 บาท แต่หากทำผิดครั้งที่ 2 ในข้อหาเดิม ให้ปรับ 20,000 บาท และหากยังทำอีก ก็ให้ปรับในอัตราโทษสูงสุด คือ 100,000 บาท
เมื่อถามว่า เวลานี้ได้เบาะแสอะไรผู้กระทำผิดบ้างแล้วหรือยัง นายภูพิชิตกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้จัดกลุ่มความเป็นไปได้ของผู้ใช้จักรยานยนต์วิบากเอาไว้ พอจะทราบจำนวนคร่าวๆ อยู่บ้าง เช่น กลุ่มบ้านม้งดอยปุย กลุ่มบ้านขุนช่างเคี่ยน รวมทั้งกลุ่มที่มาจากนอกพื้นที่ ต่างอำเภอ เพราะจักรยานยนต์ที่ใช้คันใหญ่กว่าที่ชาวบ้านทั่วไปใช้
“แต่ไม่นานก็คาดว่าน่าจะได้ตัวมาดำเนินการลงโทษปรับได้ หรือไม่ก็ขอให้ผู้ที่กระทำผิดทั้งสิบกว่าคน เข้ามาจ่ายค่าปรับเองที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย หากอับอาย ทางอุทยานฯก็จะไม่เปิดเผยชื่อให้ทางสื่อทราบ แต่ขอให้มาเสียค่าปรับ” นายภูพิชิตกล่าว

