‘อัจฉริยะ’ ขึ้นศาลไต่สวนคดี ส.ว.อุปกิตฟ้องหมิ่น เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ย้ำต่อสู้เรื่องประโยชน์สาธารณะ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ.256/2566 ที่ นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและเรียกค่าเสียหาย จำนวน 50 ล้านบาท
จากกรณีที่นายอัจฉริยะออกมาเคลื่อนไหวอ้างว่ามีหลักฐานการสมคบขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงินของนายอุปกิต โดยยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
โดยในวันนี้ นายอัจฉริยะเดินทางมาเข้าฟังการไต่สวนมูลฟ้องโจกท์ด้วย พร้อมกล่าวว่า วันนี้เป็นคดีที่ นายอุปกิตฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท วันนี้ก็จะดูว่าจะมีการเลื่อนคดีอีกหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ฝ่ายโจทก์เลื่อนไต่สวนมูลฟ้องมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าไต่สวนมูลฟ้องในวันนี้ตนก็มีพร้อม โดยจะต่อสู้ในเรื่องประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากตัวนายอุปกิตเป็น ส.ว.ที่ได้รับการแต่งตั้ง และเป็นบุคคลสาธารณะ ดังนั้น ก็ไม่ควรจะมีประวัติด่างพร้อยเกี่ยวกับเรื่องของการฟอกเงินยาเสพติด
นายอัจฉริยะระบุว่า ในส่วนของคดีที่นายอุปกิตฟ้องตนในศาลอาญามี 2 คดี แต่ก็ไม่กังวลอะไร เพราะทุกอย่างแก้ได้หมด เนื่องจากสิ่งที่ตนได้ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง
ต่อมาศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์คดีที่ นายเรืองศักดิ์ สุขเสียงศรี ทนายความ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายอุปกิต ยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ
โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ทนายโจทก์ จำเลย และทนายมาศาล
ทนายโจทก์แถลงว่าในวันนี้โจทก์เตรียมพยานมาพร้อมสืบ 6 ปาก คือ ตัวโจทก์ และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ สำหรับผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นคนที่เข้าไปรับทราบได้ดูและฟังคลิปที่จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยยื่นคำแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า กระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยข้อความโดยสุจริต เป็นการกล่าวถึงโจทก์ซึ่งมีสถานะเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นติชมได้ โดยจำเลย ประสงค์จะขอให้ศาลเรียกสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย1249/2566 ของศาลนี้ และพยาน เอกสารและคำให้การของพยานตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสำนักงานจเรตำรวจ แห่งชาติที่ 4/2566 ลงวันที่ 13 มี.ค.2566 เข้ามาในคดีด้วย
จำเลยแถลงว่า จำเลยประสงค์จะอ้างคำเบิกความของพ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ กับเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเบิกความต่อศาลในคดีอาญาดังกล่าวของศาลอาญาไปแล้ว สำหรับสำนวนของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาตินั้น เป็นการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ศาลอาญาเพิกถอนหมายจับโจทก์ โดยมีคำให้การของพ.ต.ท.มานะพงษ์ กับพวกเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กล่าวข้อความไปตามข้อเท็จจริงที่มีความเกี่ยวพันกับโจทก์
ทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่าคดีอาญาดังกล่าวและสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติไม่เกี่ยวข้องกับที่จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ในคดีนี้ และสำนวนคดีอาญาดังกล่าวศาลใช้วิธีการสืบพยานในระบบบันทึกคำพยานด้วยภาพและเสียงในห้องพิจารณา โดยไม่มีการบันทึกคำพยานเป็นหนังสือ การขอคัดถ่ายคำเบิกความจะกระทำได้เมื่อคดีเสร็จการสืบพยานโจทก์แล้ว โดยทนายโจทก์เป็นทนายจำเลยที่ 2ในคดีดังกล่าวด้วย จึงทราบเรื่องนี้ สำหรับสำนวนการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงก็ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบยังไม่เสร็จสิ้น จึงขอคัดค้าน
จำเลยและทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยขอโอกาสไปขออนุญาตคัดถ่ายคำเบิกความของพยานและขอหมายเรียกพยานเอกสารจากสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติก่อน โดยในวันนี้ให้โจทก์นำพยานเข้าเบิกความตอบคำชักถามของทนายโจทก์ไปได้ แล้วขอเลื่อนคดีไปถามค้านพยานโจทก์ในนัดหน้า หากยังไม่ได้พยานเอกสารมาในนัดหน้า จำเลยพร้อมถามค้านจะไม่ขอเลื่อนคดี
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานเอกสารตามคำแถลงของจำเลยดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในคดีที่น่าจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ว่าคดีมีมูลหรือไม่ สำหรับคำเบิกความของพยานในคดีอาญาดังกล่าวนั้น เห็นว่าเป็นดุลยพินิจของศาลในคดีดังกล่าวที่จะอนุญาตให้จำเลยคัดถ่ายหรือไม่ เช่นเดียวกับเอกสารในสำนวนของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติเช่นกัน ประกอบกับจำเลยแถลงว่าหากไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้เอกสารมา พร้อมถามค้านในนัดหน้า จึงเห็นควรให้โอกาสแก่จำเลย
ทนายโจทก์แถลงว่า เมื่อศาลอนุญาตให้จำเลยไปคัดถ่ายเอกสารและขอหมายเรียกพยานเอกสาร จึงขอเลื่อนคดีเพื่อไปสืบพยานโจทก์ในนัดหน้า ซึ่งจำเลยไม่คัดค้าน
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้เลื่อนไปนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 13 พ.ย. 2566เวลา 09.00 น.
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

