ผอ.ร.ร.ให้การศึกษาเด็กต่างด้าว ร่ำไห้ร้องสภาทนายฯ โดนตร.ป่าโมกแจ้งข้อหาพ.ร.บ.คนเข้าเมือง

25.07.23 | 18:20 น.

ผอ.ร.ร. อดีตครูดอย ให้การศึกษาเด็กต่างด้าวร่ำไห้ ร้องสภาทนายความ โดนตำรวจป่าโมกแจ้งผิด 2 ข้อหา พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หลัง สนง.เขตการศึกษาแจ้งความ “วิเชียร” นายกสภาทนายความรับช่วย ยกฎีกาเคยชี้ไม่ผิด เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นห่วงเด็กที่โดนผลักดันกลับพม่า


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 กรกฎาคม ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ น.ส.กัลยา ทาสม อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง และนายพิเชษฐ ปั้นงาม ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยนายกวี เจริญเศรษฐี ทนายความ เดินทางมาที่สภาทนายความเพื่อขอความช่วยเหลือทางคดี กรณีถูกเจ้าหน้าที่รัฐตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยนำเด็กต่างด้าวเข้าเรียนในราชอาณาจักรไทย โดยมี ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยนายสุนทร พยัคฆ์ เลขาธิการสภาทนายความ ดร.วิรัลพัชร เวธทาวริทธ์ธร อุปนายกฝ่ายวิชาการ และนายธีระเกียรติ อนันตรสุชาติ ประธานสภาทนายความจังหวัดอ่างทอง เป็นผู้รับเรื่อง

น.ส.กัลยากล่าวว่า ขอบคุณสภาทนายความที่รับเรื่องร้องทุกข์ แล้วก็เข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้นอกจากคดีความ ตนโดนสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตั้งกรรมการสอบวินัย โดยกล่าวหาว่าตนไม่ได้ดําเนินการตามขั้นตอน ซึ่งจริงๆ แล้วในการดําเนินการครั้งนี้มีระเบียบที่รองรับไว้ก็คือระเบียบของการรับนักเรียนว่าด้วยหลักฐานการศึกษา จะมีบัญญัติไว้ว่าการที่จะรับนักเรียนจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง แต่นักเรียนเหล่านี้ที่เขาได้รับโอกาสจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เขาได้แจ้งไว้ว่าเขาไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรเลยในวันที่เรารับ แล้วก็ผู้ปกครองเขาพามาสมัครเรียนก็สามารถทําได้โดยที่เราใช้แบบบันทึกทะเบียนประวัติบุคคลเข้าไป เพื่อที่จะแนบในการขอรหัสเพื่อที่รับค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา เราได้ทําตามระเบียบตรงนี้ ส่วนอีกข้อกล่าวหาคือให้การศึกษาเด็กที่ไม่มีสิทธิในการมารับโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย เด็กที่เรียนกับเรา ต้องทําความเข้าใจว่ามีอยู่ก่อนแล้วช่วงหนึ่ง เมื่อปีการศึกษา 2565 โดยที่เขาได้รับการศึกษาได้รับการดูแลจากมูลนิธิให้ที่อยู่ ให้อาหาร ตนก็เห็นว่าตรงนี้มันเป็นโอกาสเป็นสถานที่จะให้การศึกษา ก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาในการเรียนของกลุ่มเด็กๆ แต่ที่มามีปัญหาปีนี้อาจเป็นผลที่ดูว่าเรายื่นขอรหัสจํานวนเยอะขึ้นกว่าเดิม ก็เลยลงมาตรวจสอบ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาได้ปรึกษากับต้นสังกัดหรือไม่ แต่ในวันดังกล่าวมันเหมือนกับการมาจับกุม หรือมาตั้งว่าให้ตนเป็นคนผิด เป็นจําเลยของสังคมว่าทําผิดกฎหมายพาเด็กต่างด้าวเข้ามาในวันนั้น

ซึ่งการเพิ่มจำนวนเด็กได้ขออนุญาตหนังสือแจ้งไปที่ต้นสังกัดว่าจะไปรับเด็กมาเรียนโดยค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องจ่ายต่อหัว เป็นเด็กอนุบาล 1,700 บาทต่อปี แต่ถ้าเป็นเด็กประถมก็คือ 1,900 บาทต่อคนต่อปี โดยเด็กส่วนมากก็จะเป็นชนเผ่า ไม่ใช่คนพม่าทั้งหมด เป็นคนชนเผ่า เป็นคนไทยก็มี เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนซึ่งตอนนี้เด็กได้ถูกส่งกลับไปพม่าเกือบหมดแล้ว เหลือเด็กที่อยู่ในบ้านพัก 4 คน ซึ่งยังไม่มีผู้ปกครองมารับ ตนเป็นคนจังหวัดเชียงราย เป็นคนฐานะยากจน ในสมัยก่อนได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยที่ได้รับทุนเรียนมาตั้งแต่มัธยมจนถึงระดับปริญญาตรี ในวิชาชีพครู ก็ได้เล็งเห็นว่าโอกาสที่ได้รับควรจะแบ่งปันให้กับคนอื่นบ้าง ก็ได้ตั้งปณิธานกับตนเองว่าวันหนึ่งจะแบ่งปันโอกาสที่ได้รับให้กับคนอื่น พอได้มาเป็นครูก็ได้บรรจุอยู่บนดอย ก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเขาของเด็กเหล่าที่มันมีอยู่แล้วตามตะเข็บชายแดนเกือบทุกโรงเรียน

Advertisement

“ตอนนี้ที่โดนแจ้งข้อหาก็มี ผอ. มีผู้ใหญ่บ้าน มีครู และก็ภารโรง เป็นคดีที่ สภ.อ.ป่าโมก ส่วนเด็กเขาก็พยายามที่จะถาม ผอ.ว่า หนูจะได้กลับไปเรียนไหม แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับ สงสารเด็กๆ อยากฝากไปถึงคุณครูทั่วประเทศที่มีเด็กเหมือนเด็ก 126 คนนี้ หากได้รับผลกระทบในวงกว้างอยากให้ท่านได้ใช้เวทีนี้ได้ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องการทํางานของท่านเองนะว่า ทุกวันนี้ท่านอาจจะกังวลว่าฉันจะผิดหรือไม่ ฉันจะถูกจับ ฉันจะถูกดําเนินคดีหรือไม่ อยากให้มาช่วยกันว่ากระทรวงศึกษาธิการ เขาทําไมถึงไม่ช่วยครู ในวันนี้แจ้งความดําเนินคดียังไม่พอ แจ้งสอบสวนวินัยร้ายแรงด้วย” อดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ระบุทั้งน้ำตา

นายกวี ทนายความ น.ส.กัลยา กับพวก กล่าวความคืบหน้าคดีที่โดนแจ้งข้อหาว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองในเรื่องของการนําพาคนต่างด้าวเข้ามาถึงราชอาณาจักร และเรื่องของการให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว ในชั้นสอบสวนก็ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แล้วก็จะทําเอกสารชี้แจงผ่านทางพนักงานสอบสวนเเละในชั้นอัยการ โดยวันนี้ยื่นผ่านพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีและขอชะลอการส่งสำนวนให้กับพนักงานอัยการ แล้วเราก็จะเสนอพยานหลักฐานต่างๆ ให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อให้อยู่ในสํานวน ส่งต่อให้กับอัยการต่อไป ซึ่งวันนี้ทางพนักงานสอบสวนก็ชะลอตามที่เรานัดต่อไปวันที่ วันที่ 8 สิงหาคม โดยผู้แจ้งความร้องทุกข์คือสํานักงานกระทรวงศึกษาธิการ

นายกวีกล่าวต่อว่า น.ส.กัลยารับเด็กมาจากโรงเรียนราษฎร์พัฒนา เชียงราย ซึ่งอยู่ในประเทศไทย มีผู้ปกครองของเด็กเป็นผู้นําพาเข้ามาในประเทศเพื่อส่งมอบตัวให้กับโรงเรียน น.ส.กัลยา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการและเป็นคณะกรรมการของโรงเรียนอํานวยความสะดวกซึ่งรับเด็กไว้ เนื่องจาก น.ส.กัลยาก็เคยเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนราษฎร์พัฒนาอยู่แล้ว สมัยที่เคยใช้ชีวิตเป็นครูดอยอยู่ตามตะเข็บชายแดนมาตลอด ก่อนที่ได้สอบบรรจุเป็น ผอ.ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง

ดร.วิเชียร นายกสภาทนายความ กล่าวว่า ในเบื้องต้นสภาทนายความได้รับเรื่องและจัดทนายความอาสาสอบข้อเท็จจริง พร้อมรวบรวมหลักฐานในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป สภาทนายความยินดีให้ความช่วยเหลือ ในเรื่องนี้ ส่วนการผลักดันเด็กนักเรียนต่างด้าวกลับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่สถานการณ์ยังมีการสู้รบกันอยู่ อาจส่อไปในทางผิดหลักสิทธิมนุษยชน ในส่วนคดีได้มีทนายความได้เข้าไปให้การช่วยเหลือเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้วแต่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากทราบว่าทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง น.ส.กัลยากับพวกทั้ง 5 คน และขณะเดียวกันก็ปรากฏว่ามีการผลักดันให้เด็กที่ไร้สัญชาติและก็ด้อยโอกาสกลับไปยังประเทศ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าตกอยู่ในสภาวะที่ยังไม่สงบเท่าที่ควรยังมีการสู้รบกันบานปลาย ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กที่ถูกผลักดันให้ออกไป ซึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่สภาทนายความต้องให้การดูแลอยู่แล้ว ถือว่าเป็นภาษาสากลแบบที่ทุกคนในโลกนี้ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพ และในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องคํานึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย

โดยหลังจากรับเรื่องขอความช่วยเหลือในวันนี้ เราจะมีการสอบข้อเท็จจริงในทุกรายละเอียด แต่ว่าเท่าที่สอบถาม เบื้องต้นมองว่าการรับเด็กต่างด้าวไม่ใช่คนสัญชาติไทย และก็ไม่มีทะเบียนบ้านซึ่งเด็กเหล่านี้อาจจะเกิดอยู่ตะเข็บชายแดน ที่มาเรียนหนังสือเพื่อเป็นการเสริมสร้างชีวิตของเขาให้ดีขึ้น เพื่อเป็นอนาคต ไม่ใช่ประเทศไทย มันเป็นอนาคตของโลกต่อไป มิฉะนั้นแล้วถ้าปล่อยปละละเลยให้อยู่ตามธรรมชาติ เด็กอาจจะเสียชีวิตในทางภัยสงครามก็ได้ การที่ น.ส.กัลยา อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ตัดสินใจให่เด็กมาเรียนที่โรงเรียนก็มีเหตุมีผล ทั้งยังได้พิจารณาหลักกฎหมาย ระเบียบ ภาคปฏิบัติต่างกัน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าการกระทําลักษณะที่ถูกกล่าวหาแบบนี้เคยมีแนวคําพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่เป็นความผิด ทางสภาทนายถ้าพิจารณาแล้วเข้าเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือก็จะจัดทนายอีกส่วนหนึ่งเข้าไปดําเนินการช่วยเหลือแก้ต่างทางคดีให้

“ในส่วนรูปของคดี อย่างที่เรียนไปเบื้องต้นว่าเนื่องจากเคยมีแนวคําพิพากษาของศาลฎีกาที่มีการพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องลักษณะเดียวกันว่าไม่เป็นความผิดแนวทางการต่อสู้คดี เบื้องต้นทนายความก็ได้วางเเผนในการที่จะต่อสู้คดีเป็นลักษณะตามคําพิพากษาของศาลฎีกาที่ผ่านมา แต่ตอนนี้จำเป็นต้องสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน และพิจารณาโดยรูปแบบของคณะกรรมการว่ามันเข้าข่ายที่จะไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หากไม่ได้รับเราก็จะให้การช่วยเหลือต่อไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสภาทนายความ” นายกสภาทนายความกล่าว

นายสุนทร เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า กรณีนักเรียนที่ไม่มีทะเบียนราษฎร หรือว่าไม่มีสัญชาติไทย ปัญหานี้สภาทนายความเคยทําคู่มือร่วมกันกับทางหน่วยราชการ ส่วนราชการและบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทางปฏิบัติ คู่มือ และแนวทางในการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของบุคคลที่ไม่มีทะเบียนราษฎรและไม่มีสัญชาติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้วไม่ใช่เกิดเฉพาะที่โรงเรียนดังกล่าว ขออนุญาตยกตัวอย่าง คือโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนก็มีโรงเรียนสอนเด็กแบบนี้ สอนโดยที่ไม่มีหลักฐานแบบกรณีนี้ เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องของกติกาสากล เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีคนอพยพมา โดยที่เข้าไปแล้วประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็ให้การศึกษา เขาไม่ได้ผลักดันเด็กออกไปต่างประเทศเลย กลับมีครูมาสอน ซึ่งก็ได้รับความชื่นชมอยู่ทั่วโลก

“คราวนี้ในส่วนของเราไม่ใช่เฉพาะที่นี่ โรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนมีอยู่มากมายที่ทําอยู่เพราะถ้าจับที่นี่ ต้องจับที่อื่นอีกเยอะเลย คู่มืออันนี้นะครับ มันเป็นเรื่องของการที่ทําขึ้นโดยที่ยกเว้น พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ในบางเรื่อง บางมาตรา ตอนนี้ทาง ผอ.ก็เข้าเขตโรงเรียนไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านก็ถูกแจ้งความดําเนินคดี และยังมีครูผู้ช่วยอีก ซึ่งจากการสอบสวนข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเห็นว่าท่านทําไปโดยที่ไม่ได้มีเจตนาทุจริตเลย ทําไปโดยที่เพื่อประโยชน์กับเด็กที่ได้ศึกษาเล่าเรียน การที่ตํารวจตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 63 และ 64 ในเรื่องของการนําพาคนต่างด้าวเข้ามาถึงราชอาณาจักร และเรื่องของการให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่ได้เป็นคนนําเข้ามา แต่เป็นผู้ปกครองซึ่งเป็นคนไทยเป็นคนนํามา ให้ศึกษาเล่าเรียนในประเทศไทย ส่วนในเรื่องของให้ที่พํานักตามมาตรา 64 จะต้องให้พำนักเพื่อที่จะหลบหนีทํานองนั้น แต่อันนี้มันไม่ใช่ เป็นการให้พำนักเพื่อให้การศึกษา เจตนาในการกระทําความผิดไม่มี” เลขาธิการสภาทนายความระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสอบข้อเท็จจริงแล้วเวลา 17.20 น. ทางสภาทนายรับช่วยเหลือคดีความแล้ว