ศาลแพ่งยกฟ้อง 3 นักกิจกรรม ฟ้องนายกฯ-หลายหน่วยงาน ขอเพิกถอน ม.9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

26.07.23 | 07:53 น.
ภาพการชุมนุมเป็นแฟ้มภาพมติชน

ศาลแพ่งยกฟ้อง ‘ไอลอว์’ ฟ้องนายกฯ-หลายหน่วยงาน ขอเพิกถอน ม.9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เรียกค่าเสียหาย 4.5 ล้าน ชี้ปฏิบัติโดยชอบตามกฎหมาย ไม่เลือกเฉพาะผู้ชุมนุม

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์, นางชุมาพร แต่งเกลี้ยง ตัวแทนกลุ่มเฟมินิสด์ปลดแอก และ นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ แนวร่วมม็อบคณะราษฎร เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.), สำนักนายกรัฐมนตรี, กองบัญชาการกองทัพไทย, กระทรวงการคลัง และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นจำเลยที่ 1-6 เรื่องละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศข้อกำหนดในมาตรา 9 ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 นับแต่วันฟ้อง

คำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสามถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบ จากการร่วมปราศรัยในการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2564 ซึ่งข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศดังกล่าว ให้จำเลยที่ 3-6 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ตามฟ้องและให้ ตร. จำเลยที่ 6 ลบล้างประวัติอาชญากรแก่โจทก์ทั้งสามด้วย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นสมควรวินิจฉัยประการแรกก่อนว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีเหตุต้องออกข้อกำหนด และจำเลยที่ 2 มีเหตุต้องออกประกาศฯตามฟ้องเพื่อบังคับใช้ในสถานการณ์ดังกล่าวหรือไม่ก่อน เห็นว่าที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าการออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 15 ) ลงวันที่ 25 ธ.ค.2563 ของจำเลยที่ 1 และการออกประกาศหัวหน้ารับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ของจำเลยที่ 2 เป็นบทกฎหมายละเมิดและริดรอนสิทธิและเสรีภาพของโจทก์ทั้งสาม รวมถึงประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี โดยเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นที่บุคคลมารวมตัวกันเป็นการชั่วคราวในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 4 บัญญัติรับรองไว้ว่า “บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” นั้น แต่เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธดังกล่าวไม่ใช่เสรีภาพที่มีการรับรองและคุ้มครองไว้อย่างสมบูรณ์เด็ดขาด หากแต่รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 วรรคสอง ว่าการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายตังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย” และวรรคสอง บัญญัติว่า “กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง” พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯมีเหตุผลความจำเป็นของการประกาศใช้ว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และบัญญัติด้วยว่าพระราชกำหนดนี้ยังมีบทบัญญัติบางประการที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

Advertisement

ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 5 บัญญัติว่า “เมื่อปรากฏว่ามีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นและนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารร่วมกันป้องกัน แก้ไขปราบปราม ระงับยับยั้ง ฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 7 วรรคสี่ บัญญัติว่า “ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจหรือทหาร ซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี ผู้บัญชาการตำรวจ แม่ทัพ หรือเทียบเท่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และกำหนดให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่และบังคับบัญชาข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนี้ ให้การปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามการสั่งการของหัวหน้าผู้รับผิดชอบนั้น

มาตรา 9 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้… (2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย…”

จะเห็นได้ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 มาตรา 5 บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และมาตรา 9 ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนดต่อไปนี้ (1-6) และมาตรา 7 วรรคสี่ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการทหารซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าแม่ทัพหรือเทียบเท่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และกำหนดให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมาตรา 10 นายกรัฐมนตรีอาจมอบอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามมาตรา 7 วรรคสี่ เป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แทนก็ได้

นอกจากนี้ ตามมาตรา 17 ยังบัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงาน
เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีที่จำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังกล่าวนี้ เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการบริหารสถานการณ์ที่กระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน จำป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้น สำหรับแก้ไขปัญหาในแต่ละสถานการณ์ให้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยเร็ว ในระยะเวลาชั่วคราวจนกว่าจะมีการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เพียงเท่าที่จำเป็นและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตและมีระยะเวลาเป็นการชั่วคราว และถือเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐในการใช้บังคับกฎหมายใดๆ ที่มีอยู่ให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติสาธารณะและการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากในปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับอันตรายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ สมควรต้องกำหนดมาตรการในการบริหารราชการสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้รัฐสามารถรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย และการรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งปวงให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ

เมื่อพิจารณาถึงข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงวันที่ 25 ธ.ค.63 ข้อ 3 ประกาศเรื่องห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อโควิด-19 (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 3 ก.พ.64 (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 5 มี.ค.64 (ฉบับที่ 11) ลงวันที่ 30 ก.ย.64 แล้ว เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามความจำเป็นและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตและมีระยะเวลาเป็นการชั่วคราว ทั้งยังมีผลบังคับกับประชาชนทั่วไปตามความรุนแรงของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ มิใช่เฉพาะเจาะจงกับโจทก์ทั้งสาม หรือกลุ่มผู้ใช้สิทธิเรียกร้องทางการเมืองเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์มีเพียงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลของผู้ร่วมชุมนุมและผู้ถูกดำเนินคดี ภาพข่าวจากสื่อ และข้อมูลทางสถานการณ์ผู้ป่วย อันเป็นความเห็นทางกฎหมายและข้อมูลทางการแพทย์เท่านั้น ทั้งๆ ที่โจทก์ทั้งสามก็ทราบว่าในช่วงการชุมนุมรวมตัวกันในวันเกิดเหตุดังกล่าวมีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ไม่เคยปรากฏในประเทศไทยและที่ใดในโลกและไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ที่สามารถระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลและวัคซีนการป้องกันโรคเพื่อป้องกันโรค

แต่จำเลยทั้งหก มีพยานหลักฐานยืนยันถึงที่มา ขั้นตอนและวัตถุประสงค์แห่งการประกาศใช้ข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว ผ่านการกลั่นคณะทำงานโดยการบูรณาการร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องมิใช่แต่การใช้ดุลพินิจหรืออำนาจเด็ดขาดเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1, 2 แต่เพียงผู้เดียว เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังถือเป็นเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ และเหตุดังกล่าวยังไม่คลี่คลาย อันถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1, 2 จึงมีอำนาจออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 (ฉบับที่ 15) และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในแต่ละฉบับ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น อันเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว ภายใต้เงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนด เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ โดยไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสาม แต่ปพฤติการณ์ในการชุมนุมรวมตัวกันของโจทก์ทั้งสามอาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อไม่มากก็น้อย อันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการแก้ไขสถานการณ์ของรัฐ

กรณีอาจถือได้ว่าการชุมนุมของโจทก์ทั้งสามมิได้เป็นไปโดยสงบ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การออกข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์แล้ว และตามเนื้อความแห่งข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวไม่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ขัดต่อหลักความชัดเจนแน่นอนและคาดหมายได้ของการกระทำของรัฐ ไม่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง และรักษาอำนาจทางการเมืองของจำเลยที่ 1 ร่วมกับ
จำเลยที่ 2

จึงรับฟังได้ว่า ข้อกำหนดที่ออกโดยจำเลยที่ 1, 2 ตามฟ้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของโจทก์ทั้งสอง เมื่อฟังได้ว่าการออกประกาศและข้อกำหนดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้วการกระทำของเจ้าพนักงานในสังกัด จำเลยที่ 6 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามเช่นกัน จึงไม่มีเหตุจะเพิกถอนข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวและไม่มีเหตุให้จำเลยทั้ง 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคดี

พิพากษายกฟ้อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง