ศาลอาญาคดีทุจริตนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องคดี ทุจริตสร้างบ้านพักสวัสดิการทหารบก 15 ส.ค.

27.07.23 | 14:02 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องคดี ทุจริตสร้างบ้านพักสวัสดิการทหารบก 15 ส.ค.คำฟ้องเปิดพฤติการณ์หักหัวคิว5% โดยไม่มีระเบียบ


เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และรองประธานสภาฯคนที่ 1 ได้พานางพัสนีย์ พูลสุข หรือบัวสันเทียะ หรือก้อย อายุ 44 ปี ชาวจ.ลพบุรี ผู้เสียหายยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม กับพวกรวม 25 คน ฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับยอมรับทรัพย์สิน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบ

โดยคำฟ้องระบุสรุปว่า นางพัสนีย์ พูลสุข หรือบัวสันเทียะ ยื่นฟ้องนางบัณฑิตา ใจประสาท ที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร และลูกจ้างในกรมสวัสดิการทหารบกรวม 25 คน กรณี การจัดหาที่ อยู่อาศัยให้แก่กำลังพลกองทัพบก ข้อหาความผิดร่วมกันกับเจ้าพนักงานเรียก รับ ยอมจะรับทรัพย์สิน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกี่ยวกับการหักเปอร์เซ็นของยอดเงินจดจำนอง เงินส่วนต่างจากการกู้ที่จะได้รับคืนส่วนหนึ่ง และ เงินค่าดำเนินการต่างๆซึ่งไม่มีระเบียบหรือกฎหมายยอมรับ

ซึ่งโจทก์เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กับกรมสวัสดิการทหารบกเพื่อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและหรือที่ดินเปล่าให้กับข้าราซการกองทัพบก โดยขอกู้เงินจากกิจการออมทรัพย์ข้าราชการกองทัพบกมาซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและหรือที่ดินเปล่าจากโจทก์

Advertisement

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กับกรมสวัสดิการทหารบกเพื่อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและหรือที่ดินเปล่าให้กับข้าราชการกองทัพบกเช่นเดียวกับโจทก์ จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 25 เป็นข้าราชการทหารและลูกจ้างของกรมสวัสดิการทหารบก เมื่อระหว่างวันที่ 12 ก.พ. 50-7 ก.พ. 63 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้ง 25 ได้ร่วมกันกระทำความผิดอาญาหลายบทและหลายกรรมต่างกัน

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 50 เวลากลางวัน โจทก์ได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แจ้งโจทก์ว่า ให้สามีโจทก์ จ.ส.อ.ประสิทธิ์บัวสันเทียะ เป็นผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงินจากกรมสวัสดิการทหารบกมาซื้อบ้านพร้อมที่ ดินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการทหารบกให้เป็นผู้ประกอบการเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินให้กับกำลังพลของกองทัพบก จำเลยที่ 1 ยังแจ้งแก่โจทก์ว่าการยื่นขอกู้ยืมเงินจากกรมสวัสดิการทหารบกมาซื้อขายบ้านและที่ดินดังกล่าวนั้นทางกรมสวัสดิการทหารบกมีหลักเกณฑ์ว่าต้องหักเงินร้อยละ 5 จากยอดเงินที่สามีโจทก์กู้จำนวน 75,000 บาท มาซื้อบ้านพร้อมที่ดินนั้นด้วย และจะได้เงินส่วนต่างอยู่จำนวน 10,000 บาท อีกด้วย และการรับเงินกู้ในส่วนที่เป็นส่วนต่างนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินกู้มาแทนสามีโจทก์ และก่อนวันนัดซื้อขาย จำนอง ประมาณหนึ่งอาทิตย์ มีกรรมการตรวจหลักทรัพย์และในวันจดจำนองมีกรรมการซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสวัสดิการ ทหารบกเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้ากรมสวัสดิการทหารบกมาเป็นผู้รับจำนอง ในวันที่ 12ก.พ.50 เมื่อทำการซื้อขายและจดจำนองเสร็จสิ้น จำเลยที่ ได้นำเงินส่วนต่างจำนวน 100,000 บาท ส่งมอบให้แก่สามีโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้หักเงินร้อยละ 5 ของยอดเงินกู้จำนวน 750,000 บาท เป็นเงินจำนวน 37,500 บาท ส่งมอบให้กับจำเลยที่ 3 เพื่อนำเงินจำนวน 37,500บาท ไปส่งมอบให้หัวหน้า เงินกู้นำเงินดังกล่าวเพื่อเอาเงินร้อยละ 5 นั้นเข้ากรมสวัสดิการทหารบก

โจทก์เชื่อจึงยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินร้อยละ 5 ของยอดเงินผู้ไป โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่า กรมสวัสดิการทหารบก มิได้มีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ 5 จากยอดเงินกู้ได้แต่ไม่แจ้งให้โจทก์และสามีโจทก์ทราบ จำเลยที่ 1ได้ร่วมกันกับ
จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้หักเอาเงินร้อยละ 5 แล้วนำไปจ่ายให้หัวหน้าแผนกเงินกู้กรมสวัสดิการทหารบก ซึ่งความจริงแล้ว กรมสวัสดิการทหารบกไม่มีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ 5 ของยอดเงินจดจำนองจากกองทัพบกได้ จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกับจำเลยที่ โดยจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงาน อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกับเจ้าพนักงาน กระทำการให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่ทุจริต เรียก รับเงินร้อยละ 5 จากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 37,500 บาท

จากเหตุกรณ์ที่ต่อเนื่องมา โจทก็เชื่อโดยสนิทใจว่า กรมสวัสดิการทหารบกมีระเบียบการหักเงินร้อยละ 5 จากกำลังพลที่มากู้เงินเพื่อซื้อบ้านหร้อมที่ดินและหรือซื้อที่ดินเปล่าจากจำเลยที่ 1 จริง นับแต่วันที่ 13 ก.พ.50เป็นต้นมาโจทก์ได้หาลูกค้าที่เป็นกำลังพลทหารบกที่จะซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือซื้อที่ดินเปล่า ส่งให้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ตกลงกับโจทก็ว่าให้ค่านายหน้าแก่โจทก็ตามกฎหมายของยอดเงินที่เหลือสุทธิจากการหักเงินร้อยละ 5 และเงินส่วนต่างที่คืนผู้ กู้ไปแล้ว และทุกครั้งที่โจทก์หาลูกค้าที่เป็นกำลังพลทหารบกมาซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือที่ดินเปล่า ให้กับจำเลยที่ 1 ได้ทำการหักเงินร้อยละ 5 จากยอดเงินกู้ส่งมอบให้กับกรมสวัสดิการทหารบกและเงินส่วนต่างส่งมอบให้กับผู้กู้เมื่อจำเลยที่ 1 หักเงินร้อยละ 5 และจ่ายส่วนต่างให้กับผู้กู้แล้วมีเหลือสุทธิเท่าไหร่แล้วจึงจะคิดค่าตอบแทนอันเป็นค่านายหน้าแล้วจ่ายให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 แจ้งแก่โจทก์ว่า กรมสวัสดิการทหารบกมีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ 5 จากยอดเงินกู้จริง และหากมีส่วนต่างเหลือให้คืนเงินส่วนต่างนั้นแก่ผู้กู้จริง และจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำเงินร้อยละ ส่งมอบให้กับหัวหน้าเงินกู้เพื่อเอาเข้ากรมสวัสดิการทหารบก ตามระเบียบการต่อไป ซึ่งความจริงแล้วกรมสวัสดิการทหารบกไม่มีระเบียบการหรือข้อกำหนดให้หักเงิน ของยอดเงินจดจำนองจากกองทัพบกได้ ทำให้โจทก็เสียหายไม่ได้รับเงินค่านายหน้าเต็มตามจำนวนที่จะต้องได้รับ จำเลยที่ 1ได้ร่วมกันกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน อันถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกับเจ้าพนักงาน กระทำการ ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์ไม่ได้รับค่านายหน้าจากยอดจดจำนองเต็มตามจำนวน อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

ต่อมาเมื่อช่วงต้นปี 52-53 โจทก์ได้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมสวัสดิการทหารบกให้เป็นผู้ประกอบการเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินให้กับกำลังพลของกองทัพบกทั้งบ้านเก่าและใหม่ โดยโจทก์ได้ร่วมลงทุนกับ
จำเลยที่ 2 ด้วยการซื้อขายบ้านมือสองมาปรับปรุงขาย (รีโนเวท) ส่งขายให้กับกำลังพลทหารบก โจทก์ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะไปร่วมลงทุนกับ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 แจ้งแก่โจทก์ว่า ถึงไปร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ต้องถูกหักเงิน ร้อยละ 5 เช่นกัน และเมื่อมีเงินส่วนต่างเหลือต้องคืนให้กับกำลังพลทหารบกผู้ที่กู้เงินด้วยอันมีหลักเกณฑ์เดียวกัน และเมื่อโจทก์ได้ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้แจ้งแก่โจทก์ว่า ต้องหักเงิน ร้อยละ 5 ของยอดเงินจดจำนองกับกองทัพบกให้กับกรมสวัสดิการทหารบกและหากมีส่วนต่างจากยอดเงินที่ซื้อขายจริงนั้น ต้องคืนเงินส่วนต่างนั้นให้กับกำลังพลผู้ที่ซื้อบ้านพร้อมที่ดินหรือที่ดินเปล่าด้วย ทำให้โจทก์เชื่อโดยสนิทใจเพราะเท่าที่โจทก์ได้ร่วมทำงานเป็นนายหน้าให้กับจำเลยที่ 1

และจากการที่สามีโจทก์กู้กองทัพบกซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากจำเลยที่ 1 มีการหักร้อยละ 5 ไปจริง และได้รับเงินส่วนต่างคืนจริง เมื่อจำเลยที่ หักยอดเงินชำระร้อยละ ㆍ ไปโจทก์เชื่อว่าเป็นระเบียบการที่กรมสวัสดิการทหารบกต้องหักเงินร้อยละ 5 จริงทุกครั้งที่มีการจดจำนองตลอด โจทก์ได้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ.2553 เรื่อยมา ซึ่งในขณะนั้นมีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมสวัสดิการทหารบก ในขณะที่โจทก์ได้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับเงินค่าบ้านที่ซื้อขายกัน และเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมร้อยละ ㆍ ให้กับกรมสวัสดิการทหารบกด้วยตนเองทั้งหมดจำเลยที่2 รู้อยู่แล้วว่า กรมสวัสดิการทหารบกไม่มีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ 5 ได้ แต่ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบทำให้โจทก์เชื่อโดยสนิทใจว่าจำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินร้อยละ5ให้กับกรมสวัสดิการทหารบกมาโดยตลอด และมีจำเลยที่ 3 แจ้งแก่โจทก์ว่า กรมสวัสดิการทหารบกมีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ5จากยอดเงินกู้จริง และหากมีส่วนต่างเหลือให้คืนเงินส่วนต่างนั้นแก่ผู้กู้จริง และจำเลยที่ 3เป็นผู้รับเงินร้อยละ 5 จากจำเลยที่ 2 และนำมาส่งมอบให้กับหัวหน้าเงินกู้ เพื่อเอาเงินในยอดร้อยละ 5 นั้นเข้ากรมสวัสดิการทหารบกตามระเบียบการต่อไป ซึ่งความจริงแล้ว กรมสวัสดิการทหารบกไม่มีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ 5 ของยอดเงินจดจำนองจากกองทัพบกได้ จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันกับจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงาน อันถือได้ว่าจำเลยที่ 2ได้ร่วมกันกับเจ้าพนักงาน กระทำการให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์เสียหายซึ่งโจทก์เป็นผู้ร่วมทำธุรกิจกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทำการหักต้นทุนแล้วทำให้โจทก์เสียหายขาดทุน ไม่สามารถที่จะร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 อีกต่อไปได้ และต่อมาเมื่อช่วงกลางปี พ.ศ.2554 โจทก์ได้เข้าไปติดต่อที่กรมสวัสดิการ ทหารบก และโจทก์ได้เข้าไปพบกับจำเลยที่ 4 ซึ่งในขณะนั้นจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก และโจทก์ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 4 ว่า โจทก์ต้องการเป็นผู้ประกอบการเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินหรือที่ดินเปล่าให้กับกำลังพลของกองทัพบกต่อกรมสวัสดิการทหารบกเป็นของโจทก์เอง จำเลยที่ 4 ได้แจ้งแก่โจทก์ว่า กรมสวัสดิการทหารบกจะหักเงินร้อยละ 5 ของยอดเงินกู้หรือยอดเงินจดจำนองเข้ากรมสวัสดิการทหารบก ซึ่งความจริงแล้ว กรมสวัสดิการทหารบกมิได้มีระเบียบการหักเงินร้อยละ 5 จากยอดเงินจดจำนองได้ แต่จำเลยที่ 4 หาได้แจ้งแกโจทก์ไม่ และในระหว่างรอการได้รับอนุมัติให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการ โจทก์ได้หาลูกค้าซึ่งเป็นกำลังพลของกองทัพบกมาทำการซื้อขายบ้านและที่ดินหรือที่ดินเปล่าจากโจทก์ได้หลายราย จนถึงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.54-24 ก.พ.63 โจทก์ได้รับการอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบการเสนอขายบ้านพร้อมที่ดินหรือที่ดินเปล่าให้กับกำลังพลของกองทัพบกต่อกรมสวัสดิการทหารบก โดยมีจำเลยที่ 1-4และเจ้าพนักงานของกรมสวัสดิการทหารบกอีกหลายรายเป็นผู้สนับสนุนด้วยการไม่แจ้งข้อความจริงแก้โจทก์ให้ทราบว่า กรมสวัสดิการทหารบกไม่ได้มีระเบียบการให้หักเงินร้อยละ 5 จากยอดเงินกู้จดจำนองของกองทัพบกได้ให้เจ้าพนักงานในกรมสวัสดิการทหารบกเรียกรับเงินจากโจทก์ ตามรายชื่อผู้รับเงิน และจำนวนเงินที่เรียกรับและรายชื่อกำลังพลทหารที่กู้เงินออมทรัพย์ข้าราชการทหารบกกว่า 200 ราย จากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นพลเรือนได้ร่วมและสนับสนุนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 25ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ร่วมกัน กระทำ การเรียกและรับเงินจากโจทก์และเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำอย่างใดในตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นกระบวนการตามขั้นตอนต่างๆ
ทั้งหมด ทำให้โจทก์เสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 44,768,150บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 8- 9 ก.พ.63 เกิดเหตุการณ์กำลังพลคลุ้มคลั่งกราดยิงผู้ประกอบการและผู้คนทั่วไปในจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากไม่ได้รับเงินส่วนต่างจากการกู้เงินจากกรมสวัสดิการทหารบก โจทก์จึงได้ทราบข้อเท็จจริงว่าระเบียบของกรมสวัสดิการทหารบกไม่ได้ให้หักเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 5 ของยอดเงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่นๆแต่อย่างใด ภายหลังเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 63โจทก์ได้ถูกยกเลิกการเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กับกรมสวัสดิการทหารบก วันที่ 27 ก.ย.65 โจทก็ได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อหาทุจริตและประพฤติมิชอบเรียกรับเงินจากโจทก์ขณะนี้เรื่องอยู่ในระหว่างการดำเนินการ การกระทำของจำเลยทั้ง 25คนเป็นการร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

เหตุเกิดที่กรมสวัสดิการทหารบก ถนนเทอดดำริ แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานครโจทก์ได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไว้แล้ว แต่เห็นว่าดำเนินการล่าช้า โจทก์จึงมีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีฟ้องจำเลยทั้ง 25 คนด้วยตนเองต่อศาลขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93, 86, 90, 91และมาตรา 149และมาตรา 157

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำสั่งให้รับคดีไว้เพื่อตรวจคำฟ้อง ให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา วันที่ 15 ส.ค.66 เวลา 09.30 น.