ถอดบทเรียน ‘โกดังพลุบึ้ม’ ล้อมคอกป้องเหตุสลดซ้ำ
โศกนาฏกรรมโกดังประทัดร้านวิรวัฒน์พาณิชย์ระเบิด ที่ ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บ 121 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหายกว่า 200 หลัง ในรัศมี 500 เมตร
ถือเป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นห่างจากเหตุโกดังพลุและดอกไม้ไฟระเบิด ที่บ้านสันทุ่งใหม่ ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เพียง 5 วันเท่านั้น
และคล้อยหลังจากที่ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งกำชับไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศให้เข้าไปตรวจสอบ คุมเข้มเรื่องความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 กำหนดให้พลุ ดอกไม้ไฟ หรือดอกไม้เพลิง เป็นวัตถุอันตราย เนื่องจากมีดินปืนเป็นส่วนประกอบหลัก สถานประกอบการหรือโรงงานผลิตจึงต้องตั้งอยู่ห่างจากชุมชน และได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยทุกขั้นตอน และยังมีระเบียบของหลายหน่วยงานที่ควบคุมดูแลอยู่
ขณะที่พื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพิ่งเกิดเหตุสัปดาห์ที่ผ่านมา อารุณ ปินตา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่เกิดเหตุมีใบอนุญาตสําหรับการครอบครองเพื่อจําหน่ายพลุและดอกไม้ไฟอย่างถูกต้อง โดยขอและต่อใบอนุญาตมาเกือบยี่สิบปีแล้ว และทราบว่าบ้านหลังนี้เคยเกิดอุบัติเหตุพลุระเบิด และเพลิงไหม้มาแล้วครั้งหนึ่ง ทําให้ทางเทศบาลจะพิจารณาต่อไปว่าเห็นควรจะออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการรายนี้อีกหรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุในลักษณะเช่นนี้อีก และเพื่อความปลอดภัยของคนในชุมชน
“ทาง ปภ.จ.เชียงใหม่ มีหนังสือแจ้งอําเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการป้องกันเหตุลักษณะดังกล่าว ด้วยการบูรณาการกําลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานที่ในเขตหมู่บ้าน/ชุมชน ที่มีการเก็บเชื้อเพลิง วัสดุไวไฟ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยได้โดยง่าย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการ ประชาชนในพื้นที่เข้าใจถึงมาตรการ และแนวทางการปฏิบัติให้เกิดความปลอดภัย และให้นายทะเบียนท้องที่ดําเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 โดยเข้มงวด กวดขัน การพิจารณาออกใบอนุญาตหรือต่ออายุใบอนุญาต ให้ทํา สั่ง นําเข้า หรือค้าซึ่งดอกไม้เพลิง รวมทั้งตรวจสอบสถานที่เก็บ ทํา หรือค้าดอกไม้เพลิงของผู้ประกอบการ ที่เคยได้รับอนุญาต เพื่อกําชับให้ระมัดระวังกิจกรรมในกระบวนการผลิตที่อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” หัวหน้า ปภ.เชียงใหม่กล่าว
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เสนอแนวทางป้องกันระยะยาวว่า เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ มีหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490, พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 และมาตรา 224 และยังมีคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มาจากหลายหน่วยงานกำกับดูแลด้วย การมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ จึงกลายเป็นจุดอ่อนของการควบคุมดูแลให้มีการดำเนินการไปตามกฎหมาย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอในการป้องกันแก้ไขปัญหาในระยะยาวว่า ควรมีการบูรณาการกฎหมายต่างๆ ทำให้เป็นฉบับเดียว และมีเพียงหน่วยงานเดียวกำกับดูแล
ด้านข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่าโกดังเก็บพลุระเบิด ที่ตลาดมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีสาเหตุจากการเก็บประทัดและดอกไม้ไฟเพื่อใช้ขายตามเทศกาล โดยเตรียมจัดส่งไปยังประเทศมาเลเซียผ่านด่านค้าชายแดน ก่อนจะระเบิด โดยรูปแบบดังกล่าวไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการผลิตพลุ เฉพาะในจังหวัดนราธิวาสตรวจสอบแล้วไม่มี เมื่อตรวจสอบโรงงานผลิตพลุใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็ไม่มีเช่นกัน มีเพียง จ.สงขลา 2 แห่ง และทั่วประเทศพบว่ามีจำนวน 5 แห่งเท่านั้น
ประกอบด้วย 1.โรงงานของบริษัท สุรเสียง (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตธูปซื้อมาขายไป ประทัดและดอกไม้เพลิง ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 2.บริษัท วี แอนด์ เจ ทูเก็ตเตอร์ จำกัด ผลิตธูป คลังสินค้า แบ่งบรรจุ ซื้อมาขายไปและดอกไม้เพลิง ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา 3.บริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟร์เวอร์ค จำกัด ทำพลุและดอกไม้เพลิง ต.คอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 4.บริษัท สยามไฟร์เวอร์ค จำกัด ผลิตดอกไม้เพลิงและประทัด ต.คอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และ 5.บริษัท แปซิฟิคไพโร จำกัด ผลิตประทัดไฟและดอกไม้เพลิงทุกชนิด และดินประสิว ต.ห้วยแห้ง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
อีกกลุ่มคือ โรงงานตั้งผิดกฎหมาย ตลอดจนการผลิตใช้เอง รวมถึงการนำเข้าจากต่างประเทศ การขออนุญาตเก็บในโกดัง เป็นอำนาจของหน่วยงานต่างๆ ในการร่วมกันดูแล
ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม มี พ.ร.บ.อยู่ 2 ฉบับ คือ 1.พ.ร.บ.โรงงาน ที่กำหนดให้โรงงานใดก็ตาม หากต้องการผลิตสินค้าและใช้กำลังการผลิต เครื่องจักรเกิน 50 แรงม้าขึ้นไป จะต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว หากมีข้อบกพร่องสามารถสั่งปรับปรุง ตลอดจนสั่งปิดตามอำนาจที่กำหนดให้ พ.ร.บ. แต่กรณีโกดังเกิดเหตุไม่ได้เข้าข่าย เพราะเป็นเพียงร้านค้าที่ซื้อมาและขายไปเท่านั้น
อีกฉบับ คือ พ.ร.บ.เหมืองแร่ ซึ่งในจังหวัดนราธิวาสมี 4 เหมืองแร่ โดยในขั้นตอนการระเบิดเหมืองแร่ เพื่อนำหินแกรนิตไปใช้ตามการดำเนินธุรกิจ จะต้องขออนุญาตครอบครองวัตถุระเบิด ต้องแจ้งจุดประสงค์เข้าไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับฝ่ายความมั่นคง เพราะขั้นตอนการนำวัตถุระเบิดเข้ามา สถานที่เก็บจะต้องใช้พื้นที่ในค่ายทหารเป็นหลัก ซึ่งโกดังที่เกิดเหตุพลุระเบิดไม่ได้เข้าข่ายการดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรมเช่นกัน
สำหรับการดูแลโรงงานผลิตพลุทั้ง 5 แห่งเบื้องต้นจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรงงาน โดยนโยบายของ “ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เน้นย้ำให้กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด MIND ใช้ หัวและใจ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ให้สมดุลและยั่งยืน ควบคู่กับอุตสาหกรรมสู่วิถีใหม่ 4 มิติ ที่มุ่งสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ ปรับธุรกิจให้เหมาะสมกับโลกอนาคต ดูแลชุมชนโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม ลดความเสี่ยงในการเกิดข้อขัดแย้ง พร้อมกระตุ้นให้เกิดการประกอบการที่ดี ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี พ.ศ.2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2608 ตลอดจนสร้างการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตื่นตัวออกมาล้อมคอกป้องกันไม่ให้มีเหตุสลดซ้ำขึ้นอีกครั้ง

