ปลัด สธ. ให้เวลา 2 สัปดาห์ หาต้นตอมือดีป่วนระบบคอมพ์ ‘รพ.ศรีสะเกษ’ ขอปชช.วางใจไม่มีข้อมูลรั่วไหล

3.08.23 | 13:25 น.

ปลัด สธ. ให้เวลา 2 สัปดาห์ หาต้นตอมือดีป่วนระบบคอมพ์ ‘รพ.ศรีสะเกษ’ ขอปชช.วางใจไม่มีข้อมูลรั่วไหล

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์ถึง โรงพยาบาล (รพ.) ศรีสะเกษ ที่มีปัญหาระบบข้อมูลผู้ป่วยที่ล่าช้า จนกระทบการรับบริการ และตั้งคำถามอาจมีเรื่องของเจ้าหน้าที่ป่วนข้อมูลเพื่อให้มีการซื้อโปรแกรมใหม่ โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ได้มีการมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 10 ลงไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว ขณะที่ ผอ.รพ.ศรีสะเกษ ก็มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้แจ้งทั้งผู้ตรวจฯ และ ผอ.รพ.ศรีสะเกษถึงกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างช้าสุดคือ 2 สัปดาห์ ให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร และมีผู้ใดเกี่ยวข้อง ถ้ามีความผิดปกติและระบุได้แน่ชัดก็ให้ตั้งกรรมการสอบทางวินัย นอกจากนี้ ก็ได้ประสานให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ที่เรามีการทำ MOU ร่วมกัน ลงไปช่วยตรวจสอบอีกแรง ส่วนจะเป็นการแฮกข้อมูลหรือเกิดจากสาเหตุปัจจัยใดก็คงต้องรอให้ลงไปตรวจสอบรายละเอียดก่อน

“เบื้องต้นคือข้อมูลไม่ได้มีการรั่วไหล แต่ที่ทาง รพ.รายงานมาคือ ระบบมีอาการโหลดช้า แต่ช้าเพราะเหตุใดต้องไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง” นพ.โอภาสกล่าว

ถามว่าต่อไปจะมีการทำข้อมูลด้านสุขภาพทั้งหมดเป็น Big Data กลางของ สธ. เพื่อลดปัญหาระบบข้อมูลของ รพ.แต่ละแห่งที่อาจใช้คนละระบบ นพ.โอภาสกล่าวว่า เรื่องนี้ก็อยู่ในแผนเช่นกัน โดยเรื่องดิจิทัลสุขภาพนั้น สธ.กำลังออกมาตรฐานกลางและจะมีแอพพลิเคชั่นกลาง และมีโปรแกรมต่างๆ จะค่อยๆ ขยับไป เพราะเดิมเราทำระบบที่ค่อนข้างต่างคนต่างทำ ตอนเอามาเชื่อมกันก็คงต้องใช้เวลา แต่อยู่ในแผนที่จะดำเนินการ อนาคตไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถคีย์หรือเรียกข้อมูลได้หมด ซึ่งส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็คีย์ข้อมูลได้แล้วและเชื่อมกัน แต่อาจจะใช้คนละโปรแกรมก็อาจจะขลุกขลักเล็กน้อย และเวลาแต่ละโปรแกรมมีการอัพเดตต่างๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายและลิขสิทธิ์ แต่ละที่จะมีปัญหาไม่เหมือนกัน ภาพรวมตรงกลางก็คือทำให้เรื่องทุกอย่างเป็นมาตรฐานกันหมด โดยเรามีการตั้งกรอบดำเนินการเบื้องต้น แต่ต้องดูว่าจะทำได้มากน้อยตามกรอบหรือไม่ เพราะหน่วยบริการก็มีโปรแกรมกระจัดกระจายค่อนข้างเยอะ

“ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง เรามีระบบการดูแลข้อมูลไม่ให้รั่วไหลตามกฎหมาย PDPA หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ เข้าใจว่าไม่น่าจะล่าช้า” นพ.โอภาสกล่าว

Advertisement