3 โจรไม่กลัวบาป ตุ๋นพระวัดย่านฝั่งธนฯ 30 ล้าน ก่อนมอบตัวแต่กลับหนี ใช้เงินช่วงศาลอนุญาตปล่อยตัว
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ต.อ.นิภพล สุขนิยม ผกก.กก.สส.บก.น.8, พ.ต.อ.พิศิษฐ์ วิเศษวงศ์ ผกก.สส.ภ.จว.นศ., พ.ต.ท.สุริยันต์ วิมลเมือง รอง ผกก.สส.ภ.จว.นศ., พ.ต.ท.ธวัชชัย อินทะเสย์, พ.ต.ท.ภาณุวัฒน์ จันทศรี, พ.ต.ท.อชิรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รอง ผกก.กก.สส.บก.น.8 ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช จับกุม นายจีระศักดิ์ อายุ 40 ปี นางจินดา อายุ 70 ปี และ นายสหัส อายุ 84 ปี
พ.ต.อ.นิภพลเปิดเผยว่า ก่อนจับกุม พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.มานพ สุคนธนพัฒน์ ผบก.น.8 สั่งการให้เร่งรัดติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุล่อลวงเอาทรัพย์สินที่เป็นภัยอาชญากรรมกับเหยื่อผู้บริสุทธิ์ตามนโยบาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ต่อมาทาง กก.สส.บก.น.8 สืบสวนทราบว่านายจีระศักดิ์กับพวกหลอกเงินจากพระลูกวัดเศวตฉัตรวรมหาวิหาร จำนวน 2 รูป กว่า 30 ล้านบาท
พ.ต.อ.นิภพลกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุนายจีระศักดิ์สนิทสนมกับพระทั้ง 2 รูป เนื่องจากเคยบวชที่วัดดังกล่าวและพระผู้เสียหายทั้งสองรูปเป็นพระพี่เลี้ยง ประกอบกับมีศักดิ์เป็นหลานชายนายสหัส ซึ่งเคยบวชที่วัดดังกล่าว และพระผู้เสียหายทั้ง 2 รูปให้ความเคารพนับถือ นายจีระศักดิ์จึงได้รับความไว้ใจและให้ความสนิทสนม
พ.ต.อ.นิภพลกล่าวอีกว่า นายจีระศักดิ์ทราบว่าพระผู้เสียหายมีความชื่นชอบพระเครื่องพระบูชา ชอบเช่าหาซื้อมาเก็บสะสม โดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆัง และพระสมเด็จบางขุนพรหม จึงเริ่มการซื้อขายพระเครื่องพระบูชากับพระผู้เสียหายทั้งสองรูปมาตั้งแต่ปี 2559 โดยเริ่มต้นนายจีระศักดิ์อ้างตัวโดยตลอดว่าซื้อขายเช่าหาพระเครื่องเป็นงานอดิเรก และหารูปพระเครื่องพระบูชาที่ประกาศโพสต์ซื้อขายตามสื่อออนไลน์มานำเสนอขายแก่พระผู้เสียหาย เมื่อพระผู้เสียหายทำการตกลงจะซื้อจึงไปเช่าซื้อพระเครื่องมาขายต่อพระผู้เสียหายอีกทอดหนึ่ง โดยบวกกำไรกินส่วนต่างเป็นจำนวนหลายร้อยองค์เรื่อยมา ตั้งแต่ปี 2559-2562
ผกก.สส.บก.น.8 กล่าวว่า ช่วงปลายปี 2562 พระผู้เสียหายร้องขอให้นายจีระศักดิ์ช่วยนำพระสมเด็จ 9 องค์ และพระเหรียญคณาจารย์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนตัวแต่เดิมไปขายทอดตลาดเพื่อจะนำเงินมาบูรณะวิหารวัดที่ชำรุดเสียหาย โดยครั้งแรกนายจีระศักดิ์ปฏิเสธภายหลังพระผู้เสียหายพูดคุยร้องขอกับนายสหัส ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงนายจีระศักดิ์ให้พูดคุยร้องขอให้ช่วยดำเนินการ ซึ่งนายจีระศักดิ์ตกลงดำเนินการให้ภายหลัง เบื้องต้นนายจีระศักดิ์นำพระเครื่องจำนวนดังกล่าวไปเช็กกับสมาคมต่างๆ พบว่าเป็นพระเครื่องที่ไม่สากล ไม่มีราคาค่านิยมในท้องตลาด แต่ได้วางแผนอ้างกับพระผู้เสียหายว่านำพระจำนวนดังกล่าวไปประเมินราคาซื้อขายที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นที่นิยม และจะสามารถซื้อขายพระเครื่องจำนวนดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 200-300 ล้านบาท โดยในข่วงเวลาดังกล่าวนั้นนายจีระศักดิ์เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศจีนบ่อยครั้ง จึงสมอ้างว่าทำงานอยู่ที่ประเทศจีน และถ่ายรูปส่งกลับมาให้ดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้พระผู้เสียหายหลงเชื่อ
พ.ต.อ.นิภพลกล่าวว่า นายจีระศักดิ์ลวงพระทั้ง 2 รูปว่าผู้ซื้อพระเครื่องจากประเทศจีนจะชำระเงินค่าเช่าซื้อพระมาให้ โดยส่งมอบขนย้ายมาเป็นเงินสด แต่การจะนำเงินเข้าประเทศดังกล่าวต้องผ่านค่าอากรแสตมป์ ค่าขนเงิน ค่าพิธีทางศุลกากร ค่าผ่านการทำเอกสารพิธีการนำเงินเข้า และค่าดำเนินการหลายขั้นตอน โดยจะต้องชำระค่าดำเนินการพิธีดังกล่าวตามระยะเวลาที่นายจีระศักดิ์กำหนด ก่อนลวงเบิกเงินในลักษณะดังกล่าว จากพระผู้เสียหายกว่า 30 ครั้ง จำนวนเงินกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งมีนางจินดา มารดานายจีระศักดิ์ เป็นผู้รับจากผู้เสียหาย
พ.ต.อ.นิภพลกล่าวอีกว่า ภายหลังพระผู้เสียหายสืบทราบภายหลังว่านายจีระศักดิ์ไม่ได้ทำงานที่ประเทศจีนจริงและทราบว่าถูกหลอกในการซื้อขายพระเครื่องดังกล่าว จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สำเหร่ ดำเนินการตามกฎหมาย ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” ต่อผู้ต้องหาทั้ง 3 รายดังกล่าว โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้เข้าพบต่อพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหา แต่ภายหลังได้ประกันตัวต่อศาลและหลบหนีในวันฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา นำมาสู่การติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ที่คอนโดใน จ.นครศรีธรรมราช ตามหมายจับศาลแขวงธนบุรี โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี นำเงินที่ได้ใช้จ่ายสบาย เปลี่ยนที่อยู่อาศัยและเปลี่ยนพาหนะที่ใช้มาโดยตลอด

