กทม.ปักธง อัพสกิลเด็ก 2.5 แสน สร้าง ‘พลเมืองดิจิทัล’ ลดตำราเรียน-เพิ่มคอนเทนต์ ให้รู้ทันยุคไซเบอร์

4.08.23 | 17:47 น.

กทม.ร่วมมือเครือข่าย ‘ลดตำราเรียน’ เพิ่มคอนเทนต์ จัด ‘หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์’ ให้เด็ก กทม. 2.5 แสนคน รู้ทันโลกยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการดําเนินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้หน้าที่พลเมืองดิจิทัล สําหรับข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิง วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้อํานวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์, ดร.ณรงค์ มั่งคั่ง รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นางสายชล ทรัพย์มากอุดม รักษาการหัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส ร่วมลงนามด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กทม. ร่วมมือกับ เอไอเอส และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ทั้งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ มจธ. ขยายผลหลักสูตรการเรียนรู้ด้านทักษะดิจิทัล ‘หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์’ ยกระดับการศึกษายุคดิจิทัลในการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ ส่งต่อความรู้ให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนในโรงเรียสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ที่มีทั้งบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนรวมมากกว่า 250,000 คน ตั้งเป้าสร้างพลเมืองดิจิทัลพร้อมยกระดับดัชนีสุขภาวะดิจิทัล (Thailand Cyber Wellness Index) ของกลุ่มนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้อยู่ในระดับที่รู้เท่าทัน มีทักษะดิจิทัล สามารถใช้งานสื่อโซเชียลและเทคโนโลยีได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสม ผ่านการนำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสื่อการเรียนการสอน ในวิชาวิทยาการคำนวณ สังคมและแนะแนว หรือแม้แต่รูปแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องเหมาะกับแต่ละสถาบันการศึกษา โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป

นายศานนท์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า นโยบายการศึกษาของ กทม.มุ่งเน้นทำให้การศึกษาคือการเรียนรู้ ตามที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ได้มอบเป็นนโยบายไว้ การเรียนรู้ตามตำราต่างๆ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกดิจิทัล การงานอาชีพ จะทำอย่างไรให้การออกแบบการศึกษาในวันนี้ สามารถตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนเร็วได้

Advertisement

โดยสิ่งที่พยายามทำคือการปรับโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียนสังกัด กทม. ด้วยการทำห้องคอมพิวเตอร์ใหม่ ที่ทำไปได้แล้ว 93% จะครบ 100% ในกลางเดือนนี้ พร้อมกับให้ห้องเรียนทุกห้อง เป็นดิจิทัลคลาสรูม แต่ กทม.มีนักเรียนเยอะมากถึง 250,000 คน จะทำอย่างไรถึงไม่ต้องใช้งบประมาณมาก กทม.จึงทำโครงการรับบริจาคคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป เพื่อทำห้องเรียน Active Learning โดยทดลองไปแล้ว 1 โรงเรียน และจะขยายไปอีก 11 โรงเรียน โดยนำ Google Classroom มาใช้

“ตำราที่รอจัดซื้อจัดจ้างเป็นรายปี รายเทอม จะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น เพราะเราใช้คอมพิวเตอร์แล้ว คอนเทนต์เปลี่ยนได้รายวันรายชั่วโมง ถ้ามีคอนเทนต์ที่ดีก็ยิ่งทำให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่ดี เราลดคอขวดจากการเรียน ผ่านหนังสือตำรา ผ่านคุณครู เป็นผ่าน Digital Device ผ่าน Facilitator ที่ทำให้เด็กเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้น” นายศานนท์กล่าว

นายศานนท์กล่าวต่อว่า เป็นนโยบายที่คิดว่าการเดินทางนี้ คือทางการเดินที่ทั้งโลกกำลังเดินไป กทม.ต้องปักธงเป็นโรงเรียนแรกๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ได้ ซึ่งเรื่องเนื้อหา หรือคอนเทนต์ ต้องบอกว่าด้วยพละกำลังของ กทม.เองผลิตคอนเทนต์ได้ประมาณหนึ่ง แต่ด้วยภาคีเครือข่ายต่างๆ เป็นหัวใจสำคัญ 1 ใน 5 หลักการที่ผู้ว่าฯ กทม.พูดไว้ คือการพยามบูรณาการภาคีเครือข่ายได้มากที่สุด ทำอย่างไรที่จะให้คอนเทนต์ดีๆ ในสังคมมาจากข้างนอกด้วย แล้วคุณครูเป็นเหมือน Facilitator ที่หยิบคอนเทนต์ต่างๆ ในสังคมมามาสอน

“หนึ่งในเรื่องที่คิดว่าไม่ใช่แค่เด็ก แต่ว่าเป็นผู้ใหญ่ด้วยที่ต้องเรียนรู้ใหม่ ก็คือเรื่องของโลกของดิจิทัล เรื่องของคอนเทนต์ที่จะนำพาเราไปสู่อีกด้านหนึ่งหรือแม้แต่การหลอกลวงต่างๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งความเข้าใจเรื่องดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญ ‘หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์’ จึงสำคัญมาก ต้องขอบคุณทางเอไอเอสที่นำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์มาให้ ทาง กทม.ก็จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะร่วมมืออบรมคุณครู อบรมทางเด็ก แล้วนำเข้าไปอยู่ในหลักสูตรที่มีห้องแล็ปคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อปของนักเรียน ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเทนต์สำคัญที่จะใช้ต่อไป” นายศานนท์กล่าว

ด้าน พ.ญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้อํานวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดอยากจะให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดี สุภาพจิตที่ดีเกี่ยวข้องกับดิจิทัล มั่นใจเลยว่าเราจะอยู่ในโลกออนไลน์อะไรบางอย่างตั้งแต่ตื่นนอน เหมือนเป็นโลกคู่ขนาน ดังนั้น ความสุขตอนไม่ใช่แค่โลกของของการใช้ชีวิต แต่เป็นโลกที่อยู่ในดิจิทัลด้วย

“ความเป็นจริงในโลกดิจิทัล มีทั้งความสุขความทุกข์ ความจริง การหลอกลวง การรังแก การเอื้ออาทร ดังนั้นเราก็เลยร่วมมือกันที่จะทำอย่างไร เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ สามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัลที่เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ให้เรามีความสุขและมีความปลอดภัย โดยหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ จะทำให้รู้เท่าทันการหลอกลวง ความปลอดภัย ตั้งแต่การโพสต์รูปให้ปลอดภัย ดังนั้นการป้องกันให้ปลอดภัยในชีวิตจริงและโลกดิจิทัล จะทำให้เรามีความสุขและสุขภาพจิตดีได้” พ.ญ.วิมลรัตน์กล่าว

ขณะที่ ดร.ณรงค์ มั่งคั่ง รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มจธ. กล่าวว่า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มจธ. ร่วมทำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ พ่อแม่ผู้ปกครองจะไม่ค่อยเข้าใจในตัวลูก บางทีลูกจะสนิทกับเพื่อน เขาจะเรียนรู้กับไซเบอร์เป็นหลัก ยุคนี้กระแสมีทุกอย่าง เชื่อทั้งที่ไม่ได้รู้ ชอบทั้งที่ไม่เคยเห็น เกลียดทั้งที่ไม่เคยสัมผัส แต่เชื่อไปแล้ว

“ต้องขอบคุณเอไอเอส กทม. และกรมสุขภาพจิต ที่มามีส่วนร่วม มจธ.น่าจะเป็น Soft Skill ให้ได้ ในการที่จะพัฒนาครู และบุคลากรได้ ของเป็นขยะมันเก่าแล้วก็ไป แต่คนมันต้องไปเรื่อยๆ หวังว่าประเทศเราจะพัฒนามากกว่าตึก เราจะพัฒนาชุมชนให้มากกว่านี้” ดร.ณรงค์กล่าว

ด้าน นางสายชล ทรัพย์มากอุดม รักษาการหัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า จากผลการศึกษาล่าสุดของดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index พบว่า กลุ่มนักเรียนที่เราอาจจะเข้าใจว่าสามารถใช้งานสื่อดิจิทัลออนไลน์ได้อย่างเชี่ยวชาญในฐานะคนรุ่นใหม่ แต่ผลวิจัยกลับชี้ว่า เป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ต้องเพิ่มทักษะความรู้ความเข้าใจให้สามารถใช้งานดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่วันนี้เราได้ทำงานร่วมกับ กทม.เพื่อขยายผล ส่งต่อหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ไปยังสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เราเดินหน้านำหลักสูตรการเรียนรู้ดังกล่าว ส่งต่อไปยังบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ กว่า 29,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งขยายผลไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา หรือแม้แต่การส่งต่อไปยังภาคประชาชนผ่านหน่วยงานความมั่นคงอย่าง สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือกับ กทม.ในครั้งนี้ จะทำให้เยาวชน บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะยกระดับดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของเด็กไทยและคนไทยให้อยูในระดับที่เพิ่มสูงขึ้น ต่อไป

ทั้งนี้ หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ นำเสนอเป็น 4 Professional Skill Module หรือ 4P 4ป ที่ครอบคลุมทักษะดิจิทัล ดังนี้

1. Practice: ปลูกฝังให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและเหมาะสม
2.Personality: แนะนำการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์
3. Protection: เรียนรู้การป้องกันภัยไซเบอร์บนโลกออนไลน์
4. Participation: รู้จักการปฏิสัมพันธ์ด้วยทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารบนออนไลน์อย่างเหมาะสม

โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/thailands-cyber-wellness-index