โศกนาฏกรรม 2 พ่อลูก ปลุก ‘รื้อระบบ’ เลิกปะผุทีละเคส ชีวิตที่รอไม่ได้ ลมหายใจที่ไม่ควรสูญเสีย
สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อสังคมไทย สำหรับกรณี 2 พ่อลูกผูกคอสิ้นลมในบ้านพักเก่าคร่ำคร่า พร้อมจดหมายร่ำลาก่อนจากโลกอันโหดร้ายและไร้ความเท่าเทียม
ยิ่งค้นลึก ก็ยิ่งชวนให้เจ็บปวดไปกับชีวิตของทั้งคู่ที่ผู้เป็นพ่อถึงขนาดเคยต้องงัดสังกะสีที่เป็นฝาบ้านไปขายให้ลูกมีเงินไปโรงเรียน ล่าสุด ยังพบแบบฟอร์มที่ ‘น้องข้าว’ เด็กหญิงวัย 10 ขวบขอจากครู หวังขอทุนเรียนดีของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แต่ไม่ทันได้ยื่น
เพื่อนบ้านสงสาร ให้ต่อน้ำประปาใช้ ส่วนไฟโดนตัดแล้วกว่า 3 ปี
เหตุเกิดที่บุรีรัมย์ จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน
หยุดเสียทีวาทกรรม
‘ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน’
ทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน เผยความในใจหลังอ่านข่าวอันน่าเศร้านี้ โดยรับว่า ‘สะเทือนไปหมดทุกอณู ไม่ชินสักทีกับข่าวแบบนี้’ ทั้งยังโดนกระตุกแรงๆ ให้ร่วมกันกลับมาคิดว่าต้องหยุดกล่อม หยุดคำขวัญ หยุดวาทกรรมลวงโลก อย่าง ‘ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน’
ป้ามลจัดหนักว่า คนจนซ้ำซาก คนจนข้ามรุ่น คนจนเจ็ดชั่วโคตรเพราะเขาเข้าไม่ถึงโอกาส เพราะเขาเข้าไม่ถึงการศึกษา
เพราะเขาเข้าไม่ถึงทรัพยากร เพราะเขาถูกเอาเปรียบ เพราะบลา บลา บลา บลา บลา บลา บลา …
ความขี้เกียจ ไม่ใช่สาเหตุหลักแห่งความยากจน
ไม่เชื่อลองเปิดพื้นที่การเข้าถึงโอกาส การศึกษา ทรัพยากร อำนาจการต่อรอง และ ฯลฯ คนครึ่งหนึ่งจะหายจน

โศกนาฏกรรมน่าเศร้าที่เราเปลี่ยนได้
‘รัฐสวัสดิการ’ คือทางออก
อีกหนึ่งคอมเมนต์กระทบใจ มาจากนักวิชาการผู้ผลักดัน ‘รัฐสวัสดิการ’ แบบไม่ถอย อย่าง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ‘เรามีส่วนต่อความตายของเด็กทุกคน ที่ต้องจบชีวิตเพราะความจน’
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์มองว่า นี่ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติ มันเกิดจากการออกแบบสังคมที่ผิดเพี้ยน สังคมที่สร้างคนรวย และกำแพงทางสังคมสูงลิ่ว
‘เราแก้ต่างให้คนรวย ที่สูบทรัพยากรทุกอย่างไป และทิ้งให้พวกเราอยู่กับเศษเนื้อที่พวกเขาโยนมาให้ กับศีลธรรมที่พวกเขาสร้างให้เราพอใจและโทษกันเอง
ผมมีโอกาสต่อสู้และผลักดัน แนวทางลดความเหลื่อมล้ำสำหรับเด็กหลายครั้ง และทุกครั้งที่ได้คุยกับพวกผู้มีอำนาจไม่ว่าฝั่งไหน พวกเขาเห็นแต่ตัวเลข ไม่เห็นชีวิตคน เห็นแต่ผลประโยชน์ มากกว่าชีวิต น้ำตาของคน
พวกเขาถามผมว่า พวกเขาจะได้อะไรจากการทำเรื่องนี้ คะแนนเสียง? ผลประโยชน์? ช่วยคนจนไม่มีเงื่อนไข ถ้าสังคมวิจารณ์หนักๆ ผมจะช่วยพวกเขายังไง?
มันน่าเศร้า ที่เรามีส่วนสำหรับโศกนาฏกรรมนี้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีข้อห้ามข้อใดที่เราจะเปลี่ยนแปลงเรื่องพวกนี้ไม่ได้
เพราะเราเป็นมนุษย์ เราถึงสมควรที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ คู่ควรกับรัฐสวัสดิการ’

ไม่ควรมีใครตายเพราะความจน
สังคมต้องตื่น เมื่อรัฐทำหน้าที่ไม่ดีพอ
ด้าน ‘ครูจุ๊ย’ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า มองภาพรวมเชิงโครงสร้างว่า เรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จากที่ทราบครอบครัวนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 3 ปีแล้ว และอยู่ในสภาวะยากจนมาเป็นระยะเวลานานมาก นั่นหมายถึงว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไม่ถึงครอบครัวนี้เลย นี่คือ 1 ปัญหาที่เราพบจากข่าวนี้ นอกจากนี้ ได้พบอีกปัญหาหนึ่ง คือ น้องกำลังเขียนจดหมายขอทุนเรียนดีของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งแปลว่าครอบครัวนี้สามารถเข้าถึงโอกาสได้รับการช่วยเหลือบ้าง แต่สุดท้ายกลับไม่ทัน และมาจบชีวิตเสียก่อน
“สัญญาณเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่น่ากังวล น่าเป็นห่วง และเป็นสัญญาณที่รุนแรงส่งถึงสังคมแล้ว ว่ากลไกภาครัฐ ยังไม่ฟังก์ชั่นได้ดีเพียงพอ และกลไกชุมชนในสังคมก็ไม่สามารถช่วยกันได้ ส่วนหนึ่งคนในสังคมรอบตัวอาจจะเจอความยากลำบากเช่นกัน จึงไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างไร และอาจจะเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ว่าถ้าช่วยไม่ได้แล้วจะสามารถไปติดต่อทางไหน หน่วยงานไหน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้บ้าง
ซึ่งก็วนกลับมาเรื่องเดิมว่ารัฐยังทำหน้าที่ไม่ดีพอ โดยเรื่องนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าใจว่าทางโรงเรียนพยายามช่วยเหลือน้องเต็มที่แล้ว ไม่อย่างนั้นน้องจะไม่มีใบสมัครทุน กสศ. แต่สิ่งที่อยากให้ทบทวนมากๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นกลไกช่วยเหลือจาก พม. และกลไกการขอทุนของนักเรียนยากจน ที่อาจจะทบทวนกระบวนการว่าจะทำยังไงให้กระบวนการช่วยเหลือเกิดขึ้นเร็วที่สุด เพราะบางชีวิตเขารอไม่ได้ และครอบครัวนี้เขาก็รอมาแล้ว 3 ปี” ครูจุ๊ยกล่าว ก่อนย้ำอีกว่า ถึงเวลาที่สังคมต้องตื่น
“คิดว่าสังคมต้องตื่น แล้วถ้ารัฐยังทำไม่ได้ดีพอ พวกเราในฐานะประชาชนต้องเรียกร้องให้รัฐจัดการเรื่องนี้ให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ ให้เร็วกว่านี้ ให้เข้าถึงตัวเด็กไวกว่านี้ ไม่ควรมีเด็กหรือใครที่ต้องตายเพราะความจน เราอยู่ในสังคมที่เราต้องดูคนตายต่อหน้าต่อตา เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้ชีวิต และถ้าเรามองภาพใหญ่ จะพบว่าในประเทศเราจะมีเด็กที่ยากจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สวัสดิการต่างๆ เช่น การไปโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง หรือแอบแฝง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นมาก ถ้าเด็กทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น
เราไม่สามารถคาดหวังว่าภาครัฐโดยเฉพาะส่วนกลางทำทั้งหมดได้ แต่ส่วนกลางสามารถกระจายอำนาจ และสนับสนุนกลไกของพื้นที่ที่เป็นกลไกใยแมงมุมที่ทราบปัญหาของพื้นที่ดี ให้มาทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานในท้องที่ เพื่อที่จะสามารถจำแนก แยกแยะ และช่วยเหลือคนที่ยากลำบากให้เร็วกว่านี้ นี่ไม่ใช่เรื่องของระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการลงทำงานกับชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ที่จะป้องกันปัญหา
เคสนี้น่าโกรธ เพราะปัญหานี้เราป้องกันได้ แต่เราทำไม่ได้”
เลิกลูบหน้าปะจมูก
อย่า ‘ปะผุ’ ทีละจุด จี้ ‘รื้อทั้งระบบ’
เมื่อถามถึงภาพรวมทั้งประเทศ ถึงสภาพปัญหาในลักษณะเดียวกัน ครูจุ๊ย กุลธิดา มองเห็น 2 ปรากฏการณ์ 2 แบบ คือ
1.เราจะเห็นเคสเหล่านี้มากขึ้นด้วยโซเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น เช่น เคสของน้องเตยที่อยู่กับคุณย่าตาบอด เป็นต้น
2.เราเริ่มเห็นความรุนแรงในครอบครัวที่แสดงออกมาในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรงกับเด็กที่มีเพิ่มมากขึ้น
ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันครอบครัวในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันครอบครัวที่มีสถานะทางสังคมที่แย่กว่ามาตรฐาน บ้านไหนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน นอกจากที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวของตนได้แล้ว ยังจะสร้างปัญหาอื่นตามมา เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่นั้นบีบบังคับให้ครอบครัวนั้นมีคุณภาพที่แย่ลงเรื่อยๆ ตนคิดว่าถ้าเราไม่แก้ด้วยการมองแบบทั้งระบบ ไปแก้ปะผุ ทีละจุด ปัญหาไม่มีทางหายไป แต่ต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบงบประมาณ ระบบราชการ ระบบการศึกษาที่จะต้องเป็นพื้นที่ให้กับเด็กๆ ระบบสาธารณสุข ที่จะมารองรับเมื่อเขาพบเจอปัญหา และระบบของ พม.ที่จะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา ซึ่งระบบต่างๆ จะต้องทำงานด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
“ถึงเวลาที่รัฐต้องเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีวันที่จะแย่ลงน้อยกว่านี้มีแต่จะหนักกว่านี้ เพราะสิ่งที่เราเจออยู่คือวิกฤตหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ครอบครัวจำนวนมากต้องยากจนด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ และถ้าเรามองผ่านแว่นของเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนของการดูแลคนให้สามารถใช้ชีวิตเหนือเส้นความยากจนมันถูกกว่าต้นทุนที่จะไปรักษาเขาเมื่อเขาเป็นโรค ไปแก้ปัญหาเมื่อเด็กและครอบครัวแตกสลายไปแล้ว อยากส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐเร่งทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้” ครูจุ๊ยกล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า
อย่างน้อยๆ อยากให้เคสนี้ทำให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกได้อีกแล้ว
สุวนันท์ คีรีวรรณ

