‘บิ๊กป้อม’ ถก บอร์ดสิ่งแวดล้อม กำหนดเขตพื้นที่-มาตรการคุ้มครองสวล. พัฒนาระบบไฟฟ้า แก้ขาดแคลนน้ำ-PM2.5

9.08.23 | 11:34 น.

‘บิ๊กป้อม’ ถก บอร์ดสิ่งแวดล้อม กำหนดเขตพื้นที่-มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบไฟฟ้า แก้ขาดแคลนน้ำ-PM2.5

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ครั้งที่ 2/2566 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานกรรมการ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง กรรมการ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรรมการและเลขานุการ และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฝ่ายเลขาฯ และผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบประกาศ ทส. เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม 3 พื้นที่ (จ.กระบี่ จ.พังงา และ จ.สุราษฎร์ธานี) เพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สุงสุดอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ ได้เห็นชอบรายงาน EIA งานก่อสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้า 22 kV ช่วงสถานีไฟฟ้ากาญจนบุรี 4 ถึงจุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ตามโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 และงานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 115 kV ช่วงสถานีไฟฟ้ากาญจนบุรี 4 ถึงสถานีไฟฟ้าบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกาญจนบุรี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าให้ประชาชนในบริเวณพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และรองรับนิคมอุตสาหกรรมกาญจนบุรี และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำปาง ของกรมชลประทาน เพื่อจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎร บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตรและอุปโภค-บริโภคให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

โดยกำชับให้เจ้าของโครงการทั้ง 2 โครงการ ต้องดำเนินการตามมาตรการในรายงานอย่างเคร่งครัด และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้ง เห็นชอบ (ร่าง) มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหามลพิษอันเกิดจาก PM2.5 ใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการ ระยะเผชิญเหตุ และระยะบรรเทา รวมทั้งมาตรการที่ดำเนินการตลอดทั้งปี เพื่อให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องบูรณาการการแก้ไขปัญหาอันจะเกิดจาก PM2.5 ในช่วงสถานการณ์ฝุ่นในอนาคต ปีต่อๆ ไป

Advertisement