‘ดีอีเอส-4 หน่วยงาน’ เดินหน้าระบบศูนย์กลางฯ แลกเปลี่ยนข้อมูลสกัดบัญชีม้า ป้องโกงออนไลน์!
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ได้มีการใช้วิธีการทางเทคโนโลยีหลอกลวงประชาชนทั่วไปผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ จนทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และผู้หลอกลวงได้โอนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้น ผ่านบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลอื่นต่อไปเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อปกปิดหรืออำพรางการกระทำความผิด
นายวิศิษฏ์ กล่าวว่า ดีอีเอส จึงได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการให้ความเห็นชอบระบบหรือกระบวนการเปิดเผย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ขึ้น ระหว่างดีอีเอส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ เพื่อเป็นการกำหนดระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามที่กำหนดในมาตรา 4 ของพระราชกำหนดฯ

ทั้งนี้ ในมาตรา 4 ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ได้กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจนั้น ผ่านระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดีอีเอส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ ธปท. เห็นชอบร่วมกัน
“วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันปราบปรามแก้ไขปัญหาการถูกหลอกลวงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ สถาบันการเงินได้มีการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน Central Fraud Registry (CFR) และจะมีการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะถัดไป” นายวิศิษฏ์ กล่าว

นายวิศิษฏ์ กล่าวว่า สำหรับข้อตกลงในการดำเนินการ ได้เห็นชอบร่วมกันในการใช้ระบบ Central Fraud Registry (CFR) พัฒนาโดย บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) เป็นระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงิน ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยระบบดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ระยะในเบื้องต้น
โดยเฟส (Phase) 1 จะรองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินผ่านช่องทาง Shared Drive เพื่อให้สถาบันการเงินปลายทางรับข้อมูลไปตรวจสอบและระงับธุรกรรมเป็นทอด ๆ ต่อไป ซึ่งเป็นระบบที่รองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลชั่วคราวระหว่างการพัฒนาและประกาศใช้งานระบบ CFR Phase 1.1 รวมถึง เป็นระบบที่รองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสำรองที่สามารถใช้ในกรณีระบบ CFR Phase 1.1 ขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้

ส่วนเฟส (Phase) 1.1 รองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินผ่านช่องทาง Web Portal โดยระบบจะแจ้งเตือนไปยังสถาบันการเงินปลายทางได้โดยอัตโนมัติ และสามารถรวบรวมข้อมูล เพื่อสร้างรายงานเส้นทางการเงินได้ ซึ่งทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันติดตามความคืบหน้าของผู้พัฒนาระบบ CFR เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบในระยะต่อๆไป ให้มีความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566
ทั้งนี้ หลังจากที่มีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฯ ดังกล่าวส่งผลให้ยอดการแจ้งความออนไลน์ลดลงจากเดิมที่มีจำนวน 700 รายการต่อวัน ขณะนี้ลดลงที่ 600 รายการต่อวัน ซึ่งระยะถัดไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพัฒนาระบบความปลอดภัยให้แก่ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และขอให้ประชาชนระมัดระวังการใช้โซเชียลให้มากขึ้น

