‘ปธ.ฎีกา’ สานต่อภารกิจก้าวสู่ปี’60 ยึดมั่นหลักนิติธรรม ร่วมผลักดันแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติด

1.01.17 | 13:44 น.
นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 1 มกราคม นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงการอำนวยความยุติธรรมของศาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ว่า ตลอดปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมในฐานะสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตยทางตุลาการได้ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงได้มุ่งการพิจารณาพิพากษาคดี การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการระงับข้อพิพาทให้เสร็จโดยรวดเร็ว ด้วยการไกล่เกลี่ย ซึ่งข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมทุกคนต่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์อย่างมั่นคงและเที่ยงธรรม เพื่อผดุงหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นและยั่งยืนในสังคมไทย

นายวีระพลกล่าวว่า ในด้านการพิจารณาพิพากษาคดีนั้น สิ่งที่ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญที่สุด คือ การอำนวยความยุติธรรมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เป็นหลักสำคัญในการใช้อำนาจทางกฎหมาย แม้ในรอบปีที่ผ่านมาจะมีคดีความขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนๆ แต่ตนได้เน้นย้ำให้ผู้พิพากษาทุกท่านพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม หากคดีใดที่มีปัญหาในการตีความกฎหมายแล้วจะไม่สอดคล้องต่อความยุติธรรม ให้ถือหลักความยุติธรรม

นายวีระพลกล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้ หากกฎหมายใดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน แล้วศาลยุติธรรมมีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคม อันส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมแล้ว ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยหนึ่งย่อมมีหน้าที่ต้องสะท้อนปัญหาเหล่านั้นให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้รับทราบ และร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง อาทิ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ในส่วนที่เป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดซึ่งปิดโอกาสของจำเลยที่เป็นเพียงผู้เสพแต่มีปริมาณเกินข้อสันนิษฐานของกฎหมาย กลับต้องกลายเป็นผู้จำหน่าย โดยไม่อาจนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างให้ศาลเห็นได้ หรือบทกำหนดโทษที่ไม่เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสได้ใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมกับสภาพความผิด กฎหมายที่รุนแรงและเด็ดขาดนี้ยังเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อีกด้วย โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษในส่วนที่เป็นปัญหาดังกล่าว เป็นการให้จำเลยได้มีโอกาสนำสืบหักล้างได้ และแก้บทลงโทษ โดยเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษได้เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีมากยิ่งขึ้น

“นอกจากการอำนวยความยุติธรรมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมแล้ว ศาลยุติธรรมยังตระหนักดีว่าการอำนวยความยุติธรรมที่ล่าช้า คือการปฏิเสธความยุติธรรม ดังนั้น ทุกครั้งที่ออกไปตรวจราชการยังศาลต่างๆ จึงได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาพิพากษาคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของประเทศและเป็นศาลสุดท้ายที่จะตัดสินคดีให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน ในปี 2560 ศาลยุติธรรมดำรงอยู่เป็นเสาหลักในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคมไทยมาเป็นระยะเวลาจะครบ 135 ปี และยังคงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความถูกต้องชอบธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และปราศจากอคติ เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนสืบไป” ประธานศาลฎีกากล่าว