แทบช็อก! 15 ล้านรายชื่ออยู่ในมือกลุ่มขบวนการซื้อ-ขายข้อมูลส่วนบุคคล ตร.ไซเบอร์เปิดปฎิบัติการ“ล่า รัก(ลัก) ลวง”ตามจับพบหลักฐาน 2 ล้านรายชื่อขายกันเพียง 7 พัน
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวปฏิบัติการ “ล่า รัก(ลัก)ลวง” กรณีจับกุมกลุ่มขบวนการคนร้ายซื้อ-ขายข้อมูลส่วนบุคคล กว่า 15 ล้านรายชื่อและจับกุมกลุ่มขบวนการ “หลอกรักออนไลน์” ตำรวจไซเบอร์จับกุมกลุ่มขบวนการคนร้ายซื้อ-ขายข้อมูลส่วนบุคคล กว่า 15 ล้านรายชื่อ
พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่าสืบเนื่องจากตำรวจไซเบอร์จับกุมตัวนายผดุงเกียรติ หรือเบนซ์ เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมากรณีขายข้อมูลส่วนบุคคล กว่า 2,000,000 รายชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจสีเทา, กลุ่มเว็บพนันออนไลน์ (บัญชีม้า), กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงผ่านแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามที่กฎหมายได้รับรองไว้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลอาทิ การโทรศัพท์เข้ามาหลอกลวงด้วยวิธีการต่าง ๆ โฆษณาชี้ชวนให้เข้าทำสัญญาต่าง ๆ ทางโทรศัพท์ และการส่งข้อความเข้ามาในโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเจ้าของหมายเลขมิได้มีเจตนาในการรับข้อความนั้น ๆ ทาง พล.ต.ต.ชรินทร์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ออกสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวข้องผลการตรวจสอบปรากฏข้อมูลรายละเอียดการเสนอขายฐานข้อมูลจากนายศุภากรณ์ หรือปลื้ม ให้กับนายผดุงเกียรติ์ ผ่านแชทบัญชีเฟซบุ๊ก ชื่อบัญชี “งานไม่ทำ รำอย่างเดียว”URL: https://www.facebook.com/plume.finnz.1 โดยพบหลักฐานมีการตกลงซื้อขายข้อมูลยกไดร์ฟกว่า 2 ล้านรายชื่อราคา 7,000 บาท โดยการชำระเงินเข้าบัญชีธนาคารในชื่อบัญชีนายศุภากรณ์
พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่าต่อมาวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5 ลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลจนทราบว่านายศุภากรณ์ ผู้ต้องหาสำคัญในขบวนการดังกล่าวและยังเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 451/2566 ลง 21 ส.ค.66 มาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ พุทธมณฑลสาย 3 แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กทม.จึงวางแผนจับกุมนายศุภากรณ์ อายุ 24 ปี ความผิดฐาน“โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่า
ทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือโดย ประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศฯ จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน, ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากเจ้าพนักงาน, ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ฯ นำไปเปิดเผยแก่ผู้อื่น”
พล.ต.ต.ชรินทร์ เปิดเผยว่าเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ประกอบอาชีพเป็นคนกลางรับซื้อข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อขายอาหารเสริมยี่ห้อดังและจากกลุ่มสีเทาที่มีข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 15,000,000 รายชื่อนำมาโพสต์ขายต่อในเฟซบุ๊กให้กับกลุ่มธุรกิจสีเทา มีรายได้จากการกระทำดังกล่าวสูงสุดกว่า 400,000 บาท ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์จับกุม
พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่าตำรวจบช.สอท.จับกุมกลุ่มขบวนการ “หลอกรักออนไลน์” สืบเนื่องจากกรณีผู้เสียหายแจ้งความระบบการแจ้งความออนไลน์ กรณีถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน โดยคนร้ายใช้เทคนิคทางจิตวิทยาผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม ส่งข้อความมาในลักษณะชวนคุย เพื่อหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ หลงคารม และตกลงคบเป็นแฟนกันซึ่งได้พูดคุยกันเรื่อยมา จนกระทั่งคนร้ายอ้างว่าจะส่งของมาให้เป็นเงินจำนวน 50,000 ปอนด์ พร้อมนาฬิกา, กระเป๋าหรู และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ แต่ผู้เสียหายต้องโอนชำระเงินค่าขนส่งไปให้ก่อน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป มูลค่าความเสียหาย 1,090,000 บาท ทาง พล.ต.ต.ชรินทร์ จึงเร่งรัดสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ออกสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวข้อง จนทราบว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้เสียหายในระบบแจ้งความออนไลน์ จำนวน 7 Case Id มูลค่าความเสียหายรวม 18,542,500 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอท.5 จึงสืบสวนสอบสวนขออนุมัติศาลออกหมายค้น และเข้าตรวจค้น เมื่อวันที่ 23 ส.ค.66 ที่ผ่านมา จำนวน 7 จุด จุดที่ 1 ห้องพักคอนโด ซอยสุขุมวิท 38 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพฯ จุดที่ 2 ห้องพักแมนชัน ซอยรัชดาภิเษก 7 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ จุดที่ 3 ห้องพักคอนโด ซอยสุขุมวิท 34 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพฯ จุดที่ 4 ห้องพักคอนโด ถนนนราธิวาส ซอย 9 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ จุดที่ 5 บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 5 ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จุดที่ 6 บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 1 ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และ จุดที่ 7 บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 4 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ผลการตรวจค้นจับกุมตัวผู้ต้องหาสัญชาติเมียนมา 2 ราย พร้อมของกลางที่ตรวจยึดอายัด รถยนต์หรู, แม็คบุ๊ค , ไอแพด , ธนบัตรดอลลาร์, ธนบัตรพม่า, ธนบัตรไทย, สมุดบัญชีธนาคาร พร้อมของกลางอื่นอีกหลายรายการ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้ต้องหาเป็นการกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

