เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุม 5 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานย่อยเพื่อปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนให้สอดคล้องกับโครงสร้างและระบบการบังคับบัญชา ตร. โดยมี พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตัวแทนจากทุกกองบัญชาการ(บช.) ร่วมประชุม
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า วันนี้ประชุมในเรื่องของการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน จากการพูดคุยกับพนักงานสอบสวนในระดับล่าง รวมถึงผู้ที่เคยผ่านการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่ไม่มีข้อขัดข้องในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 7/2559 เรื่องการบริหารจัดการในระดับสถานีตำรวจใหม่เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน สิ่งที่พนักงานสอบสวนได้เสนอข้อเรียกร้องมามี 4 ส่วน ประกอบด้วย 1.การกำหนดตำแหน่งของพนักงานสอบสวน ได้หารือว่าทุกฝ่ายต่างเข้าใจว่าอยากทำงานสอบสวนต่อไป แต่ให้ความเห็นว่าในการกำหนดตำแหน่งของพนักงานสอบสวนในระดับสถานีตำรวจอยากให้คำนึงถึงปริมาณคดีที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องที่ เหมือนกับการประเมินผลงานของพนักงานสอบสวน เช่น จำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนทำในแต่ละปี 2.เรื่องความเจริญก้าวหน้า ทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่สามารถโยกย้ายหรือทำงานในส่วนอื่นได้ เป็นประตูที่ให้พนักงานสอบสวนขยับตัวเองได้
“3.ค่าตอบแทน อาจมีค่าตอบแทนบางส่วนหายไปหรืออาจไม่เท่าเดิม ได้ชี้แจงกลับไปว่า ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้ประสานกับรัฐบาลเพื่อนำเงินในส่วนนี้กลับคืนมา เนื่องจากเป็นเรื่องของการอำนวยความยุติธรรมด้านงานสอบสวนที่ควรได้เงินเทียบเท่ากับบุคลากรด้านอำนวยความยุติธรรมในองค์กรอื่น คาดว่าทางรัฐบาลเห็นด้วยที่จะปรับค่าตอบแทนอย่างแน่นอน รวมถึงสิทธิประโยชน์ของตำรวจสายงานอื่นๆ จะไม่ให้เกิดข้อเปรียบเทียบหรือเสียผลประโยชน์ใดๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง และ 4.การกำหนดตำแหน่งระดับ พ.ต.อ.ขึ้นไป กำลังหารือกับ ผบ.ตร.ว่าควรจะกำหนดจำนวนคนไว้ที่กองบังคับการหรือสถานีตำรวจภูธรจังหวัดกี่นายต้องพิจารณาจากจำนวนคดีในแต่ละจังหวัด ส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่กองบัญชาการ หรือในแต่ละกองบัญชาการอาจมีกองบังคับการสืบสวนสอบสวนหรือกองบังคับการเรื่องกฎหมายคดี ต้องอยู่ในตำแหน่งหลักที่สามารถเติบโตต่อไปได้” พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าว
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อว่า ต้องกำหนดกรอบว่าในแต่ละภาคหรือจังหวัดมีตำแหน่งพนักงานสอบสวนเท่าไหร่ หากเกิน 11,000 คน หรือเกินกว่าจำนวนพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ขณะนี้ ก็ไม่มีปัญหาอไร จะแต่งตั้งตำรวจทุกนายให้ลงในตำแหน่งได้ ในส่วนที่ว่างอยู่นั้นจะเตรียมการไว้สำหรับการแต่งตั้งครั้งใหม่ ทาง ผบ.ตร. ให้นโยบายไว้ว่าพนักงานสอบสวนทั้งหมดที่ปรับตำแหน่งใหม่ สามารถเข้ามาสู่กระบวนการแต่งตั้งในระดับ สว.-รองผบก.วาระประจำปี จะมีขึ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม โดยผบ.ตร.ย้ำในก.ตร.ว่าการแต่งตั้งจะไม่มีการขยายเวลาอีกแล้ว และชัดเจนว่าจะใช้กฎก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งฯปี 2549 เป็นหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้ง
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องของสหพันธ์พนักงานสอบสวนที่มีการยกเลิกบทบาทไปรวมถึงสำเนาคำร้องจาก พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.เทียนทะเล ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวน ที่เคยยื่นข้อร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ขณะนี้ทาง ตร. ได้รับเอกสารทั้งหมดจากพนักงานสอบสวนที่มีความเห็นต่าง จะนำมาประมวลเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง รวมถึงข้อเสนอแนะจากสมาคมพนักงานสอบสวนด้วย คาดว่าการกำหนดตำแหน่งของพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนนี้ ก่อนมีการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับ สว.-รองผบก. หากมีการกำหนดตำแหน่งระดับนายพลต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาต(ก.ต.ช.) แต่ขณะนี้ยังไม่ได้บทสรุปว่าจะตั้งกองบังคับการใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับพนักงานสอบสวนในระดับกองบัญชาการหรือภาค หรือจะกำหนดเป็นกลุ่มงาน ทั้งหมดนี้ขอให้พนักงานสอบสวนคลายข้อกังวลว่าจะทำให้เกิดความสมดุลมากที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีการปรับตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับพ.ต.อ. ขึ้นไป จะไม่ได้ค่าตอบแทนมีการแก้ปัญหาอย่างไร พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า ทาง ผบ.ตร. หารือกับรัฐบาลในส่วนค่าตอบแทนที่หายไป เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ที่ควรได้รับ ส่วนข้อสรุปนั้นต้องรอทางรัฐบาลประสานมาอีกครั้ง ส่วนเงินที่หายไปนั้นจะใช้มาตรา 44 นำเงินกลับมาหรือไม่ ต้องปรึกษากับกระทรวงการคลัง หากรัฐบาลมีความเห็นเดียวกัน จะแปรญัตติเรื่องงบประมาณประจำปีเข้าไป ต้องยอมรับว่าเมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ออกมา เงินเพิ่มของพนักงานสอบสวนหายไปทันที โดยเฉพาะระดับพ.ต.อ.ขึ้นไป ดังนั้นเมื่อสิ่งที่เคยได้รับหาย ควรต้องให้ได้คืน ในกรณีที่ตำรวจผู้นั้นยังทำงานสอบสวนอยู่
เมื่อถามว่า พนักงานสอบสวนมีโอกาสเติบโตในสายงานอื่น แต่ในขณะเดียวกันสายงานอื่นจะเข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนทดแทนหรือไม่ รองผบ.ตร.กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายก่อน เพราะต้องมีการโยกย้ายครบทุกตำแหน่งอยู่แล้ว หากพนักงานสอบสวนอยากไปอยู่ที่อื่นก็ไปได้ ฝ่ายอื่นอยากจะมาเป็นพนักงานสอบสวนจำนวนเท่าไหร่ ตรงนี้ยังไม่ทราบ แต่หากพิจารณาจากภาพรวมแล้วทุกตำแหน่งจะมีคนทำงาน
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนทำงานหนัก ใครจะอยู่ตำแหน่งตรงนี้ พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า คนที่ชอบเป็นพนักงานสอบสวนก็มี เพียงแต่ขณะนี้เขาไม่ได้อยู่ในสายพนักงานสอบสวน อาจจะมองว่าไม่ชอบการเจริญเติบโตในเรื่องของการประเมิน ขณะเดียวกันมีสายงานอื่นต้องการเข้ามาในตำแหน่งนี้ เนื่องจากมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างชัดเจน เมื่อถามว่า การเอา 2 ตำแหน่งมาอยู่ในตำแหน่งเดียว โอกาสเติบโตมีการแข่งขันกันสูง รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า มีข้อดีและข้อเสีย คนเก่าที่อยู่ในระบบเดิมอาจคิดว่าพนักงานสอบสวนมาแย่งตำแหน่ง ฉะนั้นคนที่อยู่ในตำแหน่งเดิมต้องดีดตัวเองเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของการแต่งตั้งผู้กำกับการ(ผกก.)หรือหัวหน้าสถานี ต้องมีความเข้มข้นขึ้น เพราะหัวหน้าสถานีต้องผ่านงานด้านพนักงานสอบสวนมาเช่นเดียวกัน

