นางเทียมจันทร์ วิทยานที อายุ 61 ปี ชาวอ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ที่เดินทางพร้อมกับคณะขององค์การปกครองท้องถิ่นในเขตอ.ชนแดน จำนวน 250 คน ด้วยรถโดยสาร 5 คัน เผยว่า เดินทางกันมาตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 2 มกราคม จนกระทั่งเวลา 5.30 น.ของวันที่ 3 มกราคม จึงถึงบริเวณท้องสนามหลวง จากนั้นต่อแถวประมาณ 5 – 6 ชั่งโมง จึงได้เข้าสักการะพระบรมศพแต่ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด เพราะตั้งตารอที่จะมากราบสักการะพ่อหลวงนานแล้ว ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว พอดีทางเทศบาลจัดรถเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าสักการะพอดีจึงได้ถือโอกาสมาครั้งนี้ ซึ่งก็รู้สึกตื้นตันใจ และดีใจอย่างมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสกราบสักการะพระองค์ท่าน
“พระองค์ทรงงานอย่างหนักและปฏิบัติพระราชกรณียกิจจำนวนมากเพื่อให้คนไทยอยู่ดีมากสุข ซึ่งหากจะทดแทนบุญคุณของพระองค์ทั้งชีวิตนี้ ดิฉันคงไม่สามารถทดแทนพระคุณของพระองค์ได้หมด จึงตั้งใจและตั้งปณิธานไว้กับตนเองเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาว่า หากทำความดีอะไรได้ก็จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่จนสุดความสามารถของตนเอง ตนจึงไปเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลอำเภอชนแดน ทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมงเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนที่มารักษาพยาบาล ในการดูแลรักษาสุขภาพตามหลัก ที่ถูกต้อง อาทิ การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการเจ็บป่วยและให้มีสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรง การบริโภคอาหาร โดยการลดการรับประทานหวาน มัน เค็ม เพื่อป้องกันโรคภัยต่างๆ”
นางเทียมจันทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเป็นกิ่งกาชาด ลงพื้นที่และแจกสิ่งของช่วยเหลือให้แก่ผู้ยากไร้ทุกๆเดือน รวมทั้งยังเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) เพื่อส่งเสริมการป้องกันไข้เลือดออกในชุมชน และเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ซึ่งสิ่งที่ทำไปทั้งหมดยังไม่สามารถทดแทนพระคุณของพระองค์ได้ และจากนี้ต่อไปแม้ว่าพระองค์ไม่อยู่แล้ว ก็พร้อมจะสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ในการทำความดีต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ

นางสัจจาภรณ์ สุทธิพงศ์เกียรติ อายุ 54 ปี เดินทางมาพร้อมสามีโดยรถยนต์ส่วนตัวจากจ.อ่างทองตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ถึงกรุงเทพฯเมื่อเวลา 02.00 น.มาที่ท้องสนามหลวงและต่อแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพเวลาประมาณเวลา 04.00 น. เผยว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้กราบสักการะพระบรมศพ ที่เลือกช่วงนี้เพราะเป็นวันหยุดยาวทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ถึงจะต้องรอนานแต่รู้สึกไม่เหนื่อยเลย เป็นความปลาบปลื้มและตื้นตันใจมากกว่า
“พระองค์จากไปรู้สึกว่าเหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทร แต่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์อยู่บนสวรรค์คอยแผ่เมตตาให้ลูกๆ ให้บ้านเมือง และประเทศชาติ ทรงเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ประเสริฐที่สุดแล้ว โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาในแผ่นดินของพระองค์ นับจากนี้จะมัวแต่โศกเศร้าไม่ได้ต้องเดินหน้าด้วยการใช้ชีวิตตามรอยพระบาท อยู่อย่างผู้ให้ รู้จักให้อภัย และแบ่งปัน สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกันเพื่อชาติบ้านเมือง” นางสัจจาภรณ์ กล่าว
ด้านผู้เป็นแม่ นางบุญชู บุญยฤทธิ์ วัย 77 ปี กล่าวความรู้สึกหลังจากได้กราบสักการะพระบรมศพว่า ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ดีใจที่ลูกๆพามา เพราะถ้ามาเองคงไม่สะดวกนัก จำได้ว่าสมัยที่บ้านอยู่ใกล้ๆ วังสระปทุม มีโอกาสรับเสด็จฯ พระองค์ขณะรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านสะพานหัวช้าง ทรงนำพระราชโอรส-พระราชธิดาไปชมภาพยนตร์ที่โรงหนังแม็คแคนน่าย่านสยามเป็นการส่วนพระองค์ พวกเรานั่งริมถนนใกล้ๆ เลยเห็นพระองค์ทรงลดกระจกลงและโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนด้วย ภาพนั้นยังจำได้ติดตา ดีใจและปลาบปลื้มมาก


