“บิ๊กโจ๊ก”วิทยากรสัมมนาสร้างเครือข่ายปราบปรามน้ำมันเถื่อน

28.08.23 | 13:22 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่โรงแรมระยอง แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) เข้าร่วมเป็นวิทยากร โครงการสัมมนาบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียม ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมสรรพสามิต โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหลายหน่วยงานอาทิ กรมสรรพสามิต สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน กองทัพเรือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และศรชล

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บรรยายหัวข้อ สถิติและแนวโน้มการกระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเถื่อน ซึ่งที่ผ่านมาร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการปราบปรามและจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนส่งและจำหน่ายน้ำมันเถื่อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนสร้างความเสียหายให้กับประเทศจากการสูญเสียรายได้จากภาษีน้ำมันมากถึงหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้กระทำผิดได้อาศัยช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันที่ต่างกันของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ในการลักลอบนำเอาน้ำมันจากต่างประเทศมาจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ในปีที่ผ่านมา ศปนม.ตร.จับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนมากถึง 2,993 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 65 ร้อยละ 6.85 ตรวจยึดน้ำมันเถื่อนของกลางมากถึง 29,785,409 ลิตร ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงิน 58.5 ล้านบาท มากขึ้นถึงร้อยละ 156.88 ซึ่งปัจจุบันผู้กระทำผิดส่วนใหญ่มักจะลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนในทางบกและทางทะเล ซึ่งการป้องกันปราบปรามนั้น จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้มีโอกาสมาบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามน้ำมันเถื่อน ปัจจุบันปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนยังเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในการบริหารประเทศหลักหลายร้อยล้านบาทต่อปี ปีที่ผ่านมา ศปนม.ตร. ปฏิบัติการจับกุมความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนได้จำนวนมาก สถิติเพิ่มขึ้นจากปีก่อนทั้งจำนวนคดี ปริมาณน้ำมันที่ตรวจยึดได้ และการดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ ดังนั้นการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนนั้น จึงต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การสัมมนาในครั้งนี้จึงเกิดประโยชน์อย่างมาก จากการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ และการสร้างเครือข่ายของผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประสานงานในการปราบปรามน้ำมันเถื่อนต่อไป