ตม.กวาดล้าง 3 คดีรวดจับผัว เมียชาวจีน โกงพันล้าน แก๊งบัญชีม้า หนุ่มกิมจิอยู่เกินกำหนดหนีคดีกบดานไทย

29.08.23 | 15:29 น.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) คดีแรก พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม. ร่วมกันแถลงจับกุมนายหวาง (นามสมมติ) และนางชาง(นามสมมุติ) สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับสาธารณรัฐประชาชนจีน ข้อหาฉ้อโกงลักษณะอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยผู้ต้องหาได้จัดตั้งบริษัทระดมทุนชื่อว่า”Tianjin Wusetu” หลอกให้ผู้เสียหายร่วมระดมลงทุนและแอบอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าปกติ ซึ่งมีผู้เสียหายในเมืองปักกิ่งและเทียนจินตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก สร้างความเสียหายกว่า 1.5 พันล้านบาท ก่อนจับกุมตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศ ตม. พบว่านายหวางและนางชาง เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด สืบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งเมืองพัทยา จว.ชลบุรี ส่วนนางชาง พักอาศัยอยู่ที่บ้านเช่า เขตวังทองหลาง กทม. จึงจับกุมพร้อมแจ้งหนังสือการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้รับทราบ และควบคุมตัวบุคคลทั้งสองรายนำส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการต่อไป

คดีที่สอง กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมนางมิน (นามสมมติ) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ปกปิดทรัพย์สินที่เป็นผลได้จากการกระทำความผิด จากการสืบสวนของตำรวจเมืองฮูเป่ยพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 เป็นต้นมา นางสาวมิน ทราบว่านายเจิ้ง (นามสมมติ) สามีเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์ “Kaka Bay Casino” มีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังมอบบัญชีธนาคารให้กับสามี เพื่อให้โอนเงินที่ได้รับจากการทำพนันออนไลน์ จำนวนกว่า 600 ล้านบาท เข้าบัญชีของตน โดยผู้ต้องหานำเงินดังกล่าวไปซื้อรถยนต์และใช้จ่ายส่วนตัวที่ประเทศจีน ตำรวจเมืองฮูเป่ยจึงสืบสวนปราบปรามเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมายังประเทศไทยและสามีหลบหนีไปยังประเทศสิงคโปร์ ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่าผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วย วีซ่าคนอยู่ชั่วคราวและการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากพิจารณา เห็นว่าเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผบก.สส.สตม.จึงอนุมัติการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหา ต่อมา กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนทราบว่านางมิน จะไปขอวีซ่าที่สำนักงานวีซ่าและหนังสือเดินทางในอาคารแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท 13 กทม. เพื่อเดินทางไปประเทศอังกฤษ จึงไปตรวจสอบพบและแจ้งหนังสือการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ได้รับทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อรอการส่งกลับไปดำเนินคดี ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

คดีที่สาม พล.ต.ต.ธนิต กำชับให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการเร่งรัดจับกุมคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ขณะที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. ออกสืบสวนหาข่าวในพื้นที่พบชายลักษณะคล้ายคนต่างด้าวบริเวณหน้าบ้านพักอาศัยภายในซอยเคหะร่มเกล้า 19 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองขอตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่านายจีซอง (นามสมมติ) อายุ 37 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2564 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 3 ก.ย.2565 ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด เป็นเวลา 347 วัน จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร โดยการอนุญาตสิ้นสุด และจับกุมนำตัวส่ง พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย และเปรียบเทียบปรับเจ้าบ้านซึ่งรับนายจีซองให้เข้าพักอาศัยในข้อหา เจ้าบ้าน เจ้าของ หรือผู้ครอบครองเคหสถาน หรือผู้จัดการโรงแรม รับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัยแล้วไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมง ต่อมาชุดจับกุมเกิดความสงสัยว่าเหตุใดนายจีซองจึงอยู่ในประเทศไทยโดยอนุญาตสิ้นสุดเป็นเวลานานจึงประสานสอบถามไปยังทางการเกาหลีใต้ในประเทศไทย ทราบว่าเป็นผู้ต้องหาสำคัญที่ทางการเกาหลีใต้ออกหมายจับและต้องการตัวกลับไปดำเนินคดีในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดเมทแอมเฟตามีน โดยผิดกฎหมายและเป็นบุคคลตามประกาศตำรวจสากลสีแดงจึงน่าจะเป็นเหตุให้นายจีซองอยู่ในประเทศไทยโดยอนุญาตสิ้นสุดเพื่อหลบหนีคดีดังกล่าว