โกศลวัฒน์ เผยอัยการเลื่อนฟังคำสั่งอสส.คดี “ส.ว.อุปกิต” สมคบฟอกเงิน ครั้ง2เป็น 12 ต.ค.เหตุมีเอกสิทธิ์คุ้มกันสมัยประชุมสภา
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่พนักงานอัยการนัดฟังคำสั่งในคดีที่พนักงานสอบสวนที่ อสส.มอบหมาย (อัยการสำนักงานการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน บช.ปส.3) ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้อง นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในความผิดฐานเป็นสมาชิกวุฒิสภาสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีส่วนร่วมกระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว ว่าเดิมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา พนักงานอัยการสำนักงานคดียาเสพติดได้นัดฟังคำสั่งเป็นครั้งที่ 2 แต่นายอุปกิตก็ได้แจ้งขอเลื่อนนัดฟังคำสั่ง อ้างเหตุว่าอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภาจึงได้สิทธิรับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งทางอัยการก็พิจารณาให้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 12 ตุลาคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 บัญญัติเรื่องความคุ้มกันสมาชิกสภาผู้แทนฯไว้ว่า ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทำความผิด
กรณีที่มีการฟ้องสมาชิกรัฐสภาในคดีอาญาไม่ว่าจะฟ้องใน หรือนอกสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีระหว่างสมัยประชุมมิได้ (ฟ้องร้องได้แต่พิจารณาคดีไม่ได้) ยกเว้น 2 กรณีคือ ได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือกรณีที่เป็นคดีเกี่ยวกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่การพิจารณาคดีต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา ซึ่งการคุ้มกันนี้จะคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่มีสถานภาพเป็นสมาชิกรัฐสภาเฉพาะกรณีของคดีอาญา เป็นเพียงการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างสมัยประชุมเท่านั้น เมื่อพ้นสมัยประชุมการคุ้มกันนี้จะหมดไปด้วย

