“กายภาพบำบัด” ใกล้บ้าน สิทธิประโยชน์ใหม่และดีในระบบ “บัตรทอง”

29.08.23 | 16:30 น.

“กายภาพบำบัด” ใกล้บ้าน สิทธิประโยชน์ใหม่และดีในระบบ “บัตรทอง”

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง หรือ 30 บาท นอกเหนือจากการไปรับบริการที่โรงพยาบาลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้านยาชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ รวมถึงคลินิกกายภาพบำบัด

ในส่วนของ คลินิกกายภาพบำบัดŽ นั้น สปสช.ร่วมกับสภากายภาพบำบัด เชิญชวนคลินิกเอกชนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการในระบบมาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพได้สะดวกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีคลินิกกายภาพบำบัดทั่วประเทศในเครือข่าย จำนวน 68 แห่ง

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศŽ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงแนวคิดนำคลินิกกายภาพบำบัดร่วมเป็นหน่วยบริการในเครือข่ายว่า เนื่องจากต้องการเพิ่มการเข้าถึงบริการกายภาพบำบัดแก่ผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate care) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กลับมาเป็นปกติ หรือใกล้เคียงปกติ ช่วยหนุนเสริมการดำเนินงานร่วมกับโรงพยาบาล เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล และลดการรอคอยของผู้ป่วย การดึงคลินิกกายภาพบำบัดของเอกชนเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทองเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น สะดวก ปลอดภัย ใกล้บ้าน

Advertisement

รองเลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านการทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยระยะกลางนั้น สปสช.ได้กำหนดไว้ 4 กลุ่มโรค 1.ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 2.ผู้ป่วยสมองได้รับบาดเจ็บ (Traumatic brain injury) 3.ผู้ป่วยไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ (Spinal cord injury) และ 4.ผู้ป่วยภาวะกระดูกสะโพกหักจากภยันตรายชนิดไม่รุนแรง (Fragility fracture hip)

“ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย เมื่อมีอายุมากขึ้นก็มีโอกาสพลัดตกหกล้ม และเมื่อรักษาจนพ้นช่วงวิกฤตแล้วก็ต้องเข้าสู่การฟื้นฟู ถ้ามีเครือข่ายคลินิกกายภาพบำบัดร่วมจัดบริการ ผู้ป่วยก็จะมีทางเลือกในการไปรับบริการที่คลินิกกายภาพบำบัดใกล้บ้าน เดินทางสะดวก หรือในรายที่ไม่สะดวกในการเดินทาง นักกายภาพบำบัดก็จะลงไปจัดบริการกายภาพบำบัดแบบเข้มข้นที่บ้านของผู้ป่วย ช่วยประเมินสภาพแวดล้อม และให้คำแนะนำในการดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆ ด้วย”Ž ทพ.อรรถพร กล่าวและว่า ทั้งนี้ คลินิกกายภาพบำบัดที่ร่วมเป็นเครือข่าย สปสช.จะต้องผ่านเกณฑ์การขึ้นทะเบียนโดยมีนักกายภาพบำบัดอยู่ประจำ ซึ่งสังเกตได้ที่หน้าคลินิกจะมีป้ายแสดง คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่นŽ หรือสามารถสอบถามสายด่วน สปสช. 1330 ได้ว่า ในพื้นที่นั้นๆ มีคลินิกกายภาพบำบัดในเครือข่าย สปสช.หรือไม่

รศ.กภ.มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์Ž

ด้าน รศ.กภ.มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์Ž นายกสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยระยะกลางใน 4 กลุ่มโรค ที่จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เช่น กระดูกสะโพกหักที่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้ม ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เมื่อได้รับการรักษาจนพ้นขีดอันตรายแล้วจะมีความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ จำเป็นต้องมีนักกายภาพบำบัดเข้ามาช่วยดูแลเพื่อลดภาระโรคและความเสื่อม ซึ่งช่วงเวลาทองให้การกระตุ้นให้ใช้งานกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด คือภายใน 6 เดือนแรก ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อรักษาเสร็จแพทย์จะให้ผู้ป่วยกลับบ้านแล้วนัดทำกายภาพที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดของบุคลากรในโรงพยาบาลที่มีน้อย และผู้ป่วยต้องการกายภาพบำบัดในแต่ละวันจำนวนมาก ไม่สามารถนัดได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ประกอบกับความไม่สะดวกในการเดินทาง เพราะส่วนใหญ่ต้องให้ญาติพาไป ทำให้ผู้ป่วยส่วนมากขาดนัดและหายไปจากระบบ เหลือแต่การทำกายภาพกันตามมีตามเกิด

“การจัดระบบของ สปสช.จึงช่วยกระจายผู้ป่วยให้มีนักกายภาพบำบัดไปให้บริการกายภาพบำบัดที่บ้าน โดยที่ สปสช.ให้การสนับสนุนงบประมาณ ประโยชน์ทางอ้อมคือ เมื่อนักกายภาพเห็นสิ่งแวดล้อมที่บ้านของผู้ป่วยจะสามารถให้คำแนะนำการฝึกทำกายภาพบำบัดด้วยตนเอง หรือให้ญาติช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ฝึกการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ช่วยลดภาระงานในโรงพยาบาลอีกทางหนึ่ง ที่สำคัญคือผู้ป่วยไม่หายไปจากระบบการรักษา แต่ปัญหาขณะนี้คือ 1.ตัวผู้ป่วยไม่รู้สิทธิว่าเมื่อเจ็บป่วยและเป็นผู้ป่วยระยะกลางใน 4 โรคนี้สามารถรับบริการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกกายภาพบำบัดของเอกชนที่เข้าร่วมกับ สปสช. 2.บุคลากรในโรงพยาบาลที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำ หรือส่งต่อผู้ป่วย ยังไม่รู้ว่ามีทางเลือกนี้ ดังนั้น หากทำให้ระบบนี้ไหลลื่นได้ดีก็จะทำให้เกิดการให้บริการอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ อย่างน้อยช่วยลดจำนวนคนพิการ หรือลดจำนวนผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หรือลดการเสียชีวิตได้Ž” รศ.กภ.มัณฑนากล่าว

กภ.ระพีพัฒน์ จิตมาลย์Ž

กภ.ระพีพัฒน์ จิตมาลย์Ž นักกายภาพบำบัด กนก เฮลท์ แคร์ กล่าวว่า การทำกายภาพบำบัดไม่ได้มองว่าต้องทำกี่ครั้ง แต่สำคัญที่ความสม่ำเสมอมากกว่า เช่น สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็ควรต้องทำสม่ำเสมอ และไม่จำเป็นต้องทำแค่ 6 เดือน บางรายก็นานกว่านั้นขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย ดังนั้น การที่ สปสช.จัดระบบบริการในลักษณะนี้ถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะหากคนไข้ไปรับบริการที่
โรงพยาบาลจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง เช่น อาจต้องเรียกรถพยาบาลไปรับ เสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 1,500-2,000 บาท หรือหากไปรับบริการที่คลินิกเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 1,000 บาท ไปรับบริการ 20 ครั้ง เป็นเงินกว่า 20,000 บาท ยิ่งถ้ามีอุปกรณ์ก็ต้องบวกเพิ่มอีก ซึ่งสูงกว่าให้นักกายภาพลงไปเยี่ยมที่บ้าน

กภ.ระพีพัฒน์ กล่าวถึงขั้นตอนการใช้สิทธิเพื่อรับบริการกายภาพบำบัดว่า สามารถรับบริการได้ 2 รูปแบบคือ 1.รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลที่รักษาให้ไปรับบริการที่คลินิกกายภาพบำบัด และ 2.ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ของผู้ป่วยส่งต่อ แต่ผู้ป่วยต้องแจ้งความประสงค์ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขก่อน แล้วจะส่งไปรับบริการที่คลินิกกายภาพในเครือข่ายบริการนั้นๆ ซึ่งเมื่อมีรายชื่อเข้าระบบ คลินิกกายภาพบำบัดจะทำนัดและจัดบริการกายภาพบำบัดทั้งที่คลินิกและที่บ้านหากผู้ป่วยมีข้อจำกัดในการเดินทาง

“การเยี่ยมบ้านมีข้อดีคือ ได้เห็นสภาพแวดล้อม ได้ดูว่าการใช้ชีวิตในแต่ละวันของผู้ป่วยเป็นอย่างไร สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามสภาพความเป็นจริง แต่ก็จะมีข้อจำกัดตรงที่อุปกรณ์บางอย่างไม่สามารถขนย้ายไปที่บ้านได้ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรสลับไปรับบริการที่คลินิกด้วย ส่วนกระบวนการฟื้นฟูนั้นจะเน้นไปที่การทำกิจวัตรประจำวันให้ได้เร็วที่สุด หรือเป็นภาระญาติให้น้อยที่สุด ตั้งแต่การเคลื่อนไหวบนเตียง การนั่งทรงตัว การนั่งแล้วยืน ยืนแล้วเดินได้ เป็นลำดับไป รวมทั้งการปรับสภาพแวดล้อม แนะนำการจัดบ้าน การปรับทางเดินให้เอื้อต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย”Ž กภ.ระพีพัฒน์ กล่าวและว่า นอกจากโฟกัสที่ตัวผู้ป่วยแล้ว นักกายภาพบำบัดจะให้คำแนะนำต่างๆ แก่ญาติผู้ดูแลด้วย เพราะญาติคือหัวใจหลักในการดูแลผู้ป่วย จึงต้องทำให้ญาติเข้าใจการดูแลที่ถูกต้อง

ด้าน นายธงชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง กล่าวว่า ตนมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เกิดอาการยืนไม่ตรง เดินเซ ถือแก้วน้ำไม่ได้ จึงรีบไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็เริ่มพูดไม่รู้เรื่องแล้ว รักษาที่โรงพยาบาลแรกได้ 2 สัปดาห์ก็ย้ายไปโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ เมื่อรักษาเสร็จแล้วก็คิดว่าจะฝึกกล้ามเนื้อให้กลับมาเดินด้วยตัวเอง แต่ก็ได้ทราบจากคนรู้จักว่าสิทธิบัตรทองรับบริการกายภาพบำบัดได้ จึงไปใช้สิทธินี้ ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้มาก เนื่องจากหมดเงินกับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนไปกว่า 2 แสนบาท โดยปัจจุบันมีนักกายภาพบำบัดไปช่วยให้คำแนะนำถึงที่บ้าน เช่น ท่าทางการยืนที่ถูกต้อง เป็นต้น ถือว่าบริการนี้มีประโยชน์มาก

นางยุวรินธร บุบผาŽ ญาติของนายธงชัย กล่าวว่า ช่วงแรกตกใจกับค่ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนพอสมควร เมื่อย้ายไปโรงพยาบาลที่ 2 ยังจ่ายเงินเอง แต่ก็มีราคาถูกลง จนช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ตัดสินใจใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาฟื้นฟู

“รู้สึกกังวลใจมาก เพราะตอนผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กังวลว่าตัวเองจะดูแลได้หรือไม่ จะปฏิบัติตัวอย่างไร เพราะไม่ได้มีความรู้เหมือนคนที่ผ่านการอบรมมา โชคดีที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 แนะนำว่าจะส่งทีมสหวิชาชีพมาเยี่ยมบ้าน“Ž นางยุวรินธร กล่าวและว่า การมีนักกายภาพบำบัดช่วยให้คำแนะนำทำให้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น การมีบริการแบบนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประชาชน