ทนายนิด้า ยันคำว่า ‘ปังชา’ ใช้ได้ ร่ายยิบทำไมไม่มีสิทธิฟ้อง หลังร้านดังเรียก 102 ล.

31.08.23 | 08:34 น.

ทนายนิด้า ยันคำว่า ‘ปังชา’ ใช้ได้ ร่ายยิบทำไมไม่มีสิทธิฟ้อง หลังร้านดังเรียก 102 ล.

จากกรณี “ร้านอาหารชื่อดัง” ของไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเมนูขึ้นชื่อคือ “ปังชาเย็น” เปิดเผยข่าวสำคัญว่าแบรนด์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) ชื่อเมนูดังกล่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว พร้อมอ้างอิงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า ร้านสงวนสิทธิห้ามลอกเลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข รวมทั้งห้ามนำชื่อแบรนด์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปใช้เป็นชื่อร้าน หรือใช้เป็นชื่อสินค้าเพื่อจำหน่าย พร้อมกันนี้ยังแนบรายละเอียดกฎหมายโดยอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไขข้อสงสัย ขายปังเย็นใส่ชา ได้หรือไม่ หลังร้านดังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ลูกไก่ทอง ขออภัยสื่อสารคลาดเคลื่อน ปมประกาศจดเครื่องหมายการค้า ‘ปังชา’ ห้ามเลียนแบบ
ร้าน ‘ปังชา’ หาดใหญ่ เครียด เปิดได้เดือนเดียว ถูกเรียกค่าเสียหาย 7 แสน หากช้าปรับวันละ 1 หมื่น
เจ้าของร้านเปิดใจ ถ้าผิดจริงพร้อมเปลี่ยนชื่อ ‘ปังชา’ ผวาโนติสเรียก 102 ล้าน ไม่อยากสู้ทุนใหญ่

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ทนายนิด้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า

Advertisement

“เกี่ยวกับเรื่อง #ปังชา EP.1 ถ้าตามเอกสารฉบับนี้ มีความหมายว่า มีการยื่นคำขอจด เครื่องหมายนะคะ เครื่องหมายก็คือรูปภาพในกรอบสีเขียว

ก็คือยื่นคำขอจดรูปภาพนี้ทั้งภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้หญิง ถ้วยชา พร้อมคำภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ปรากฏในภาพด้วย ในหมวดรายการสินค้าและบริการตามกรอบสีแดง

ในภาพปรากฏประเด็นปัญหา คือคำว่า “ปังชา” ที่เป็นข้อโต้เถียงกันในขณะนี้ว่า เจ้าของใช้ได้คนเดียวในหมวดที่จดไว้นี้หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ใช่

เพราะมีข้อจำกัดในการจดฯ ภาพในกรอบสีเขียว ดันมีคำที่ประชาชนทั่วไปควรจะสามารถใช้ได้ด้วย นั่นก็คือคำว่า “ปังชา” อันที่จริงก็ ชาไทยด้วย ก็คำมันสามัญ ที่ใช้กันมาตั้งแต่ร้านขายโอเลี้ยงแล้ว

ผู้ขอจดจึงต้องสละสิทธิที่จะใช้คนเดียว ตามหลักฐานที่ขีดเส้นใต้สีฟ้าไว้

การสละสิทธิ์มีความหมายว่าไม่สามารถห้ามคนอื่นใช้ข้อความที่ขอสละสิทธินั้นทั้งหมด แต่คนยื่นคำขอก็ยังสามารถใช้ได้นะคะ แต่ไม่ใช่คนเดียว

แต่คนอื่นที่จะใช้ได้ ถ้าหากนำมาจัดวางในรูปแบบที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอาไว้ตามกรอบสีเขียวและเป็นสินค้าหรือบริการที่ใกล้เคียงกันยังสามารถห้ามได้อยู่

จากประสบการณ์ในการจดให้ลูกความ ถ้าไม่สละสิทธิที่จะใช้แต่เพียงผู้เดียว ในคำที่เป็นคำสามัญ ชาวบ้านชาวช่อง เขาใช้กันโดยทั่วไป ใช้มานาน ไม่ใช่คำประดิษฐ์พิสดารอะไร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็คงจะไม่รับจดให้ เพราะมันเอาเปรียบคนอื่น

ดังนั้น ถ้าพิจารณาตามคำขอนี้ คำว่า “ปังชา” ประชาชนทั่วไปยังสามารถใช้ได้โดยสุจริต โดยไม่มีสิทธิถูกฟ้องได้

แต่อย่าไปใช้บนรูปลักษณ์ของเครื่องหมายในกรอบสีเขียว ให้มีลักษณะเหมือนกัน คล้ายคลึงกัน โดยมีเจตนาฉกฉวยประโยชน์ให้เจ้าของเครื่องหมายเสียหาย แบบนี้มีสิทธิถูกฟ้องได้ค่ะ”

ก่อนจะโพสต์ต่อว่า

“#ปังชา EP.2 คำขอนี้ ขอจดเครื่องหมายบริการในหมวด ตามกรอบสีแดง ตามรูปที่ขอจดทะเบียนไม่ได้มีคำภาษาไทยว่า “ปังชา” มีแต่เพียงคำภาษาอังกฤษ ดังนั้นเจ้าของเครื่องหมายนี้ยิ่งไม่สามารถห้ามประชาชนไม่ให้ใช้คำว่า “ปังชา” ในการค้าขาย ชาไข่มุก น้ำแข็งไส เครื่องดื่มชา บริการร้านอาหารและเครื่องดื่มได้

ประชาชนทุกคนยังสามารถใช้คำว่า “ปังชา” ในการค้าขายสินค้าได้เช่นเดิม เจ้าของเครื่องหมายนี้จึงไม่มีสิทธิฟ้องประชาชนคนอื่นที่ใช้คำว่า “ปังชา”ได้ จบ!”

อย่างไรก็ตาม จากที่มีรายงานข่าวอ้างถึง “ทีมกฏหมายของร้านดัง” ได้ตอบคำถาม ทำไมถึงคิดว่าร้านอื่นๆละเมิด ทั้งที่คำว่า”ปังชา” เป็นคำสามัญ ที่ใครจะใช้ก็ได้ ตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาบอกมา? ว่า “เพราะหนังสือที่ได้รับการจดแจ้งฉบับล่าสุดที่ยื่นปี 2565 ทางกรมฯไม่ได้ให้ทางแบรนด์สละสิทธิคำว่า “ปังชา” จึงยึดถือสิทธิตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกหนังสือให้”

ทนายนิด้า ได้แชร์มาพร้อมแสดงความคิดเห็นว่า อันนี้ขอแสดงความคิดเห็นในข้อ

– ปี 61 น่าจะหมายถึงคำขอเลขที่ 180140387 ให้สละคำว่า “pang cha” ไม่ใช่ “ปังชา” เนื่องจากไม่มีคำว่า “ปังชา” ในเครื่องหมายที่ขอจดจึงไม่มีเหตุให้ต้องสละด้วย จะเอาคำภาษาไทยมาเนียนด้วยไม่ได้

– ต่อมาที่ไม่ให้สละ ในปี 65 น่าจะหมายถึงคำขอเลขที่ 220133777 ขออธิบายว่าคำขอดังกล่าวเป็นการขอจดภาพเครื่องหมายซึ่งไม่ปรากฏว่ามีคำว่า “ปังชา” ในภาพเช่นเดียวกัน จะมีแต่คำว่า “pang cha” เท่านั้น แต่ก็มีความหมายแค่เป็นเจ้าของที่มีสิทธิหวงกันคำว่า “pang cha” เท่านั้นมิใช่ “ปังชา” อย่ามาหาเนียน

ความเห็นเพิ่มเติม : การไม่ต้องสละสิ่งที่ขอจด จะทำให้มีสิทธิหวงกันคนอื่นมาใช้ได้ ควรต้องพิจารณาแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏในคำขอจดเท่านั้น มิเช่นนั้นคุณคงไม่จำเป็นต้องยื่นคำขอจดทั้งคำภาษาอังกฤษและภาษาไทยแยกคำขอกัน อันนี้น่าจะทราบดี

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวก็ยังรู้สึกแปลก ว่าปี 61 ให้สละ “pang cha” แต่ปี 65 ไม่ให้สละ ทั้งที่เครื่องหมายเดียวกัน และจดบริการในหมวดประเภทเดียวกันทั้ง 2 ครั้งอยู่ อันนี้รู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างแรง