ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับผ่านประชามติ ระบุถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม-ปฏิรูปตำรวจอย่างชัดเจน ข้อความในร่าง รธน. ระบุว่า “ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน ซึ่งในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายต้องคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพ และภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน”
“ปฏิรูปตำรวจ” ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง มีความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคราใด ประเด็นการปฏิรูปตำรวจถูกชูขึ้นทุกครั้งไป
ครั้งเมื่อการรัฐประหาร ปี 2549 ประเด็นการยกเครื่ององค์กรตำรวจขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เกิดคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ ทว่าผ่านไปเกือบทศวรรษ การรัฐประหารปี 2557 องค์กรตำรวจถูกชำแหละอีกครา และชี้เป้าว่าเป็น “ปม” หนึ่ง สนับสนุนความจำเป็นในการต้องปฏิรูปประเทศ เป็นเหตุหนึ่งให้ต้อง “รัฐประหาร”
กระทั่งวันนี้ ก้าวสู่ปี 2560 การปฏิรูปตำรวจ ปรับโฉมสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมนัก แม้มีคณะทำงาน คณะกรรมการขับเคลื่อน กำหนดแนวทาง แนวคิดว่าด้วยการปฏิรูปตำรวจหลายชุดก็ตาม!?
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิรูปตำรวจ ว่า
“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปตำรวจ และไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะสมในการปฏิรูปตำรวจได้เท่ากับยุครัฐบาลนี้ เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่มาปฏิรูปบ้านเมือง”
“หลายคนมักพูดถึงพฤติกรรมตำรวจ โครงสร้างองค์กร และอำนาจของตำรวจ แต่สำหรับผม ต้องถามว่าปฏิรูปแล้วใครจะได้รับประโยชน์? ผมมอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกประชาชน กลุ่มที่ 2 คือตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีมากกว่า 180,000 คน เนื่องจากเป็นผู้ที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนที่สุด รับผิดชอบงานมากที่สุด แต่กลับถูกละเลยมากที่สุด”
“เมื่อปฏิรูป ต้องยกเครื่อง ต้องเอาเงิน หรืองบประมาณเป็นตัวตั้ง ที่ผ่านมาไม่มีใครพูดเรื่องนี้เลย เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเรื่องงบประมาณมีอย่างจำกัด งบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีประมาณ 1 แสนล้านบาท ฟังดูเหมือนมาก แต่ความจริงเป็นงบค่าจ้างรายจ่ายประจำกว่าร้อยละ 90 อีกไม่ถึงร้อยละ 8 คืองบลงทุน บางปีงบลงทุนไม่ถึงร้อยละ 5 ปัจจุบันงบทั้งหมด หมดไปกับค่าจ้าง รายจ่ายประจำ ที่ผ่านมาเกือบศตวรรษตำรวจต้องบริหารงานด้วยงบประมาณนอกระบบที่มาจากกลุ่มผลประโยชน์ ที่ละเมิดกฎหมายพวกข้อห้าม เช่น พ.ร.บ.การพนัน สถานบริการ จราจร มีผลทำให้ตำรวจถูกตำหนิติเตียนจากสื่อและประชาชน เหล่านี้คือตัวปัญหา”
“สภาปฏิรูปก็ดี หน่วยงานอื่นๆ ก็ดี ที่เสนอให้ปฏิรูปตำรวจ ก็เดินมาถูกทาง แต่เดินอ้อม ยังไม่ถึงแก่น ไม่เข้าสู่ประเด็นของผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จริงๆ อย่างประชาชนและตำรวจชั้นผู้น้อย แต่กลายเป็นว่าฝ่ายบริหารได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปองค์กรใหญ่ขึ้น แต่หากเอาความจริง เอาเศรษฐกิจบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ตำรวจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เราต้องลงทุนและมองดูสิ่งที่ขาดแคลน งานของตำรวจเป็นภาระที่สาหัส แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครนำประเด็นเรื่องโครงสร้างและงบประมาณมาพูดถึง”
“ภายใต้งบประมาณที่จำกัด เราไม่เหลืองบลงทุน ตำรวจบ่นบ่อยๆ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานต้องซื้อเองทุกอย่าง ปืนที่พก ร้อยละ 99 เป็นปืนที่ตำรวจใช้เงินส่วนตัวซื้อ วิทยุสื่อสาร จักรยานยนต์อีกกว่าร้อยละ 70 ทั่วประเทศ ตำรวจก็ซื้อเอง เขาลงทุนเพื่อใคร เพื่อประชาชน ภาระตรงนี้ควรเป็นของใคร ควรเป็นของรัฐ ไม่ใช่ของตำรวจเอง ตำรวจมาเลเซียทุกอย่างรัฐจัดหาให้หมด เพราะเขาเข้าใจว่าตำรวจไม่ควรจัดหาเอง แต่เขาใช้เวลา 40 กว่าปีในการปรับ ผมได้ศึกษาและคิดว่าแนวคิดอย่างเดียวกันที่บ้านเราควรทำ ผมย้ำว่าเอางบประมาณเป็นตัวตั้ง เราต้องโอนงานตำรวจในส่วนของการป้องกันไปให้เอกชนดำเนินการ ลดภาระด้านการป้องกัน หลายประเทศในโลกที่พัฒนาแล้วก็ทำแบบนี้ จำนวนตำรวจจะลดลงทันที ถ้าเอกชนรับงานบางด้านไปดำเนินการ สร้างระบบเครือข่ายการป้องกันขึ้นมาทดแทน ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.พยายามทำเรื่องนี้ แต่ยังไม่ครบถ้วน เพราะมีช่องโหว่ทางข้อกฎหมายอีกมาก” พล.ต.อ.อชิรวิทย์เสนอแนะ

ก่อนอธิบายแนวคิดนี้ต่อว่า ต้องมีการกำหนดให้ชัดว่าผู้ประกอบการชนิดไหนบ้างต้องว่าจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อาทิ ร้านเพชร ร้านทอง หมู่บ้าน โรงงาน โรงเรียน ศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ แล้วกำหนดเกณฑ์ให้อำนาจ ป.วิอาญา แก่ รปภ.เหล่านั้นให้สามารถตรวจค้น จับ ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของตนได้ ผลจากเรื่องนี้ชายฉกรรจ์จะมีงานทำ ถ้ากฎหมายมีกลไกรองรับชายฉกรรจ์จะมีงานทำหน้าที่ รปภ.กว่า 700,000 คนทั่วประเทศ ถ้ามีการกำหนดคุณวุฒิให้ดี ไม่เคยต้องโทษคดีอาญา และให้ตำรวจเป็นผู้ควบคุมอีกขั้น มีการลงทะเบียนและจัดระบบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ การระงับเหตุจะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ตำรวจแบ่งเบาภาระ หากทำได้จะทำให้มีตำรวจใกล้เกษียณเลือกตัดสินใจเออร์รี่รีไทร์ เพื่อนำประสบการณ์ที่มีไปทำงานเป็นหัวหน้าคอยควบคุมบรรดา รปภ. นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการปฏิรูปตำรวจโดยใช้งบประมาณเป็นตัวตั้ง
“เมื่อเอกชนมารับดำเนินการงานบางส่วนแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัตราตำรวจเอาออกได้ครึ่งหนึ่ง งบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกนำไปพัฒนาและตอบแทนแก่ตำรวจที่เหลืออยู่ นำไปลงทุนซื้ออาวุธ ทำบ้านพัก จัดหาคอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ ให้ตำรวจมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะส่งผลให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพ หลุดจากวังวนของการถูกตำหนิติเตียน แต่หากไม่ลงมือเปลี่ยนแปลง ปัญหาของตำรวจจะมีภาวะดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ หลายประเทศใช้วิธีนี้ตำรวจของเขาถึงสมาร์ท”
“หลายคนอาจจะบอกว่าต้องปฏิรูปและลดปริมาณงานตำรวจลง โดยไปตั้งหน่วยงานเพิ่มในส่วนอื่น หรือผลักภาระไปยังส่วนราชการอื่นๆ ต้องถามว่าคุ้มทุนหรือไม่ ตั้งหน่วยงานใหม่ ลงทุนใหม่หมด ถามว่าคุ้มไหม เอางบประมาณตั้ง เอางานที่ทำไปหาร หากเปรียบเทียบกับตำรวจแล้ว รัฐจ่ายให้ตำรวจถูกกว่าเยอะ” อดีตรอง ผบ.ตร.กล่าว
เมื่อตั้งคำถามถึงประเด็นการถูกแทรกแซงทางการเมือง การแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ครหาว่าเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่มบางพวก อดีต ก.ตร.บอกว่า ไม่เคยปฏิเสธความจริงที่ว่าตำรวจเป็นกลไกหนึ่งของรัฐในการควบคุมบังคับใช้กฎหมาย เมื่อเป็นกลไกของรัฐ ใครเป็นคนกุมอำนาจรัฐ คนนั้นก็กุมตำรวจ
“ทุกรัฐบาลเมื่อกุมอำนาจรัฐ คนนั้นกุมตำรวจด้วย จึงมีคำถามว่า อำนาจรัฐตรงนี้คนกุมอำนาจรัฐจะยอมปล่อยอำนาจตรงนี้หรือไม่ ถ้าได้คำตอบแล้ว เรื่องบุคลากรตำรวจเป็นเรื่องเล็กๆ” พล.ต.อ.อชิรวิทย์กล่าว และให้ความคิดเห็นถึงบทบาทผู้นำตำรวจ บทบาท ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ว่า
“วันนี้ถ้าคนกุมอำนาจรัฐให้โอกาสเต็มที่กับ ผบ.ตร. ผมว่าท่านนำหน่วยได้ดีกว่านี้ ให้โอกาสเขาได้ทำงานเต็มที่ ให้แก้ปัญหาของตำรวจได้มีขวัญกำลังใจ ให้ชั้นผู้น้อยได้เงยหน้าอ้าปาก..ผมไม่ห่วงอะไรในวงการตำรวจเลย เพราะสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ ทำกันมานาน ตั้งแต่ก่อนผมเป็นตำรวจเสียอีก มันจึงห่วงจนหายห่วงแล้ว แต่อยากให้ตำรวจทุกคนห่วง ห่วงชื่อเสียง เกียรติยศขององค์กร ช่วยกันทะนุถนอม ห่วงตัวเอง ห่วงประชาชน ทำตำรวจให้เป็นตำรวจของประชาชน เรียนตรงๆ ไม่มียุคไหนจะปฏิรูปตำรวจได้ง่าย กระชับ เร็วเท่ายุคนี้อีกแล้ว เป็นยุคที่ทำอะไรได้มาก ถ้ายุคนี้ทำได้จริง อย่างเป็นระบบ ประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญ”
พล.ต.อ.อชิรวิทย์กล่าวทิ้งท้ายจี้จุด ชี้ช่อง เผยลายแทงการปฏิรูปตำรวจจากคนในบ้านผู้มากประสบการณ์!!

