รวบแก๊งเจ๊นุ๊ค ระยอง ค้ากามเด็ก ทลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติรับฟอกเงินคอลเซ็นเตอร์ มูลค่าพันล้าน

31.08.23 | 12:57 น.

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง(บช.ก.) ตำรวจสอบสวนกลางนำโดย พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.เป็นประธานในการแถลง คดีแรกรวบเจ๊นุ๊ค นายหน้าค้ากามเด็ก ใช้บัญชีม้ารับโอนเงิน เลี่ยงการจับกุม

จับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 3 ราย ได้เเก่ 1.น.ส.ภาพิมล(สงวนนามสกุล)อายุ 20 ปี 2.น.ส.ปาริฉัตร (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี 3. น.ส.โดกี้ หรือ น.ส.ฐานิตา (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี สัญชาติ เมียนมา ในความผิดฐาน “สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์”

ผู้ต้องหาที่เป็นลูกค้าซื้อบริการ อีกจำนวน 5 ราย ได้เเก่
4.นายวุฒิพงศ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี จับกุมได้ บริเวณหน้าโรงงานแห่งหนึ่ง ต.มาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง
5. นายอาวุธ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี จับกุมได้ที่ บริเวณริมถนนในพนื้ที่ ต.นิคมพัฒนา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง
6. นายศิริวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี จับกุม ได้ทบี่ริเวณหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ต.นิคมพัฒนาอ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง
7.นายวัทน์ศิริ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี จับกุมได้ใน พื้นที่ ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง
8.นายพงษ์ศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ40ปีจับกุม ได้ริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งต.บ้านค่ายอ.บ้านค่ายจ.ระยอง ในฐานความผิดฐาน “พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา”

โดย เจ้าหน้าที่ตํารวจ กก.2 บก.ปคม. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ ชื่อ Buble มีการ โพสต์โฆษณาเชิญชวนค้าประเวณีในพื้นที่จังหวัดระยอง จึงได้ให้สายลับอําพรางตัวติดต่อขอซื้อบริการทางเพศกับผู้ใช้ บัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าว ผ่านทางแอพพลิเคชันไลน์ โดยผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าวได้ส่งภาพ หญิงสาวมาให้เลือก

จากการดูภาพของหญิงสาวที่ส่งมาให้นั้นเชื่อว่าน่าจะเป็นเยาวชนที่มีอายุต่ํากว่า18ปีจึงไดติดต่อล่อซื้อบริการ ทางเพศ โดยมีการโอนเงินให้กับผู้ต้องหา ก่อนจะสามารถเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ที่ถูก ผู้ต้องหาล่อลวงมาค้าประเวณีได้ จํานวน 1 คน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 66 พร้อมเชิญตัวมาสอบสวนตามกระบวนการ ขั้นตอนของกฎหมาย

Advertisement

จากการรวบรวมพยานหลักฐานสามารถดําเนินคดีกับ น.ส.ภาพิมล ผู้ต้องหาที่ 1และ น.ส.ปาริฉัตร  ผู้ต้องหาที่ 2 ที่มีพฤติการณ์ เป็นนายหน้าค้าประเวณีเด็ก อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่ง วันที่16ส.ค.66เจ้าหน้าที่ตํารวจกก.2บก.ปคม.ไดเ้ข้าจับกุม น.ส.ปาริชาติผู้ต้องหาที่2ขณะอยู่ในบ้านพักในต. น้ำคอก อ.เมืองระยอง จ.ระยอง ขณะที่น.ส.ภาพิมล ผู้ต้องหาที่ 1 หลบหนีไปกบดานที่บ้านเพื่อนที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะมีถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2566 จึงนําตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคม.ดําเนินคดีตามกฎหมาย

ในชั้นการจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นนายหน้าติดต่อลูกค้า เพื่อค้าประเวณีเด็กจริง โดยค่า นายหน้าในการหาลูกค้าให้กับ เด็กผู้เสียหาย ครั้งละ 500 บาท ทํามานานแล้วกว่า 2 เดือน ซึ่งตนเคยโฆษณา ค้าประเวณีตนเองทางสื่อโซเชียลมาก่อน กระทั่งมาชักจูงน้องผู้เสียหายในคดีนี้มาทําการค้าประเวณีด้วย

จากการสืบสวนขยายผลพบว่า มีเด็กในสังกัดของผู้ต้องหาทั้งสอง ที่เป็นเยาวชน มีอายุต่ํากว่า 18 ปี อีกจํานวน 2 คน คือ ด.ญ.บี อายุ 14 ปี และ น.ส.ซี อายุ 16 ปี เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงติดตามตัวมาสอบถามเพิ่มเติม เยาวชน ทั้ง 2 คน ยืนยันว่าเคยถูกผู้ต้องหาทั้งสองล่อลวงให้มาค้าประเวณีจริง ผ่านนายหน้า ชื่อ น.ส.โดกี้ หรือ น.ส.ฐานิตาฯ

เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งขอศาลออกหมายจับน.ส.โดกี้ หรือ น.ส.ฐานิตาฯ ผู้ต้องหาที่ 3 ได้ ในพื้นทจี่ังหวัดระยองเมื่อวันที่23ส.ค.66ซึ่งในชั้นจับกมุเจ้าตัวให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกระทําความผิดจริง ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดําเนินคดีกับ กลุ่มลูกค้าที่เคยซื้อบริการทางเพศ กับ เด็กผู้เสียหายในคดีนี้ และได้ขอศาลออกหมายจับ กลุ่มลูกค้าที่ซื้อบริการเด็ก ไว้ทั้งสิ้นจํานวน 13 ราย ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 66 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตํารวจเปิดปฏิบัติการแกะรอย ติดตาม จนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาและ ดําเนินคดีไปได้แล้วทั้งสิ้น จํานวน 5 ราย คือ ผู้ต้องหาที่ 4-8 ข้างต้น

คดีที่สอง ทลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ รวบแก๊งจีนหัวหมอ เปิดบริษัทบังหน้า แท้จริงรับฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาเป็นกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ ไฮบริดสเเกม ตั้งเเต่ระดับหัวหน้าไปจนถึงคนรวบรวมบัญชีม้า,คนรับจ้างเปิดบัญชีม้าและคนที่ดูเเลเรื่องฟอกเงิน จำนวนทั้งสิ้น9รายได้เเก่
1. น.ส.เบียน หรือ Miss Bian อายุ 40 ปี ทำหน้าที่กลุ่มผู้บริหาร จับกุมได้ที่ ถ.ร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
2.น.ส.ไซ่ หรือ Miss Pengfei อายุ 32 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีม้า จับกุมได้ที่ ถ.ร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
3. น.ส.อัจฉรา (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ทำหน้าที่เป็นกลุ่มบริหาร รวบรวมบัญชีม้า, กระเป๋าวอลเล็ตม้า, ขายเหรียญคริปโต และนำเงินสดไปส่งมอบให้หัวหน้าเครือข่าย โดยจับกุมได้ที่ ถ.รามอินทรา แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
4. น.ส.จักรีณาฯ อายุ 28 ปี ทำหน้าที่ขายเหรียญคริปโต และนำเงินสดไปส่งมอบให้หัวหน้าเครือข่าย โดยจับกุมได้ที่ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร
5. น.ส.ภัสราฯ อายุ 26 ปี ทำหน้าที่ เปิดบัญชีม้า และกระเป๋าวอลเล็ตม้า โดยจับกุมได้ที่ ซ.เจริญพัฒนา 7 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร
6. นายณัฐฐินันท์ฯ อายุ 30 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีม้า และกระเป๋าวอลเล็ตม้า โดยจับกุมได้ที่ ซ.นวมินทร์ 157 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
7. น.ส.สุภาวินีฯ อายุ 32 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีม้า และกระเป๋าวอลเล็ตม้า โดยจับกุมได้ที่ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพมหานคร
8. น.ส.สุมาลีฯ อายุ 34 ปี ทำหน้าที่ เปิดบัญชีม้า และกระเป๋าวอลเล็ตม้า โดยจับกุมได้ที่ ม.5 ต.หมูม่น อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี
9. น.ส.ศิริวรรณฯ อายุ 30 ปี ทำหน้าที่เปิดบัญชีม้า และกระเป๋าวอลเล็ตม้า โดยจับกุมได้ที่ ถ.ร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง ประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง”

โดยสืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี พ.ศ.2565 ผู้เสียหายได้ถูกกลุ่มคนร้ายใช้เฟซบุ๊ก ปลอมเป็นหญิงสาวหน้าตาดี เข้ามาพูดคุยตีสนิท จนผู้เสียหายไว้เนื้อเชื่อใจ จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้ชักชวนให้ผู้เสียหายเข้ามาร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ผ่านเว็บไซต์ชื่อ CBOEX ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่กลุ่มคนร้ายปลอมขึ้นมาทั้งหมด (แอปพลิเคชันดังกล่าวมีความคล้ายกับแอปพลิเคชันเทรดเหรียญดิจิทัลของจริงที่ใช้ชื่อว่า CBOE) ปัจจุบันเว็บไซต์ปลอมดังกล่าวได้ปิดไปแล้ว โดยกลุ่มคนร้ายได้แนะนำให้ผู้เสียหายสมัครเปิดบัญชีกับแพลตฟอร์มเทรดเหรียญดิจิทัลของไทย เพื่อสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล และให้นำเงินไปซื้อเหรียญดิจิทัล สกุลเงิน USDT ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว

หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเหรียญดิจิทัลเข้าไปยังกระเป๋าเหรียญดิจิทัลของกลุ่มคนร้าย โดยทุกครั้งที่ผู้เสียหายโอนเหรียญดิจิทัลไปให้กับกลุ่มคนร้าย ยอดเหรียญดิจิทัลจะแสดงในเว็บไซต์ สอดคล้องกับจำนวนที่ผู้เสียหายโอนเข้าไป อีกทั้งยังมียอดจำนวนของผลกำไรจากการลงทุนแสดงอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งภายหลังจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการปลอมข้อมูลตัวเลขขึ้นมาทั้งหมด เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และโอนเหรียญดิจิทัลเข้าไปเพิ่มอีก ต่อมาเมื่อผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ที่จะขอถอนเงินออกมา กลุ่มคนร้ายกลับแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการถอนให้ได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องภาษี และกลุ่มคนร้ายยังหลอกให้ผู้เสียหายโอนเหรียญดิจิทัลเข้าไปเพิ่มอีก โดยทางผู้เสียหายได้โอนเหรียญดิจิทัลสกุล USDT ไปยังกระเป๋าเหรียญดิจิทัลของกลุ่มคนร้าย จำนวน 15 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 13 ล้านบาท ซึ่งภายหลังเมื่อกลุ่มคนร้ายปิดเว็บไซต์และบล็อกช่องทางการติดต่อกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกหลอก จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายในคดีนี้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้ทำการสืบสวนเส้นทางการเงิน และเส้นทางของเหรียญดิจิทัลที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายพบว่า ภายหลังจากที่เหรียญดิจิทัลถูกโอนออกจากกระเป๋าของผู้เสียหาย ได้มีการโอนต่อไปยังกระเป๋าเหรียญดิจิทัลส่วนตัว หรือ Private wallet กว่า 20 กระเป๋า เพื่อเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายจะมีการโอนเหรียญดิจิทัลไปรวมที่กระเป๋าเหรียญดิจิทัลกลางของคนร้าย ก่อนที่จะมีการเทขายเหรียญดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนจากเหรียญดิจิทัลให้กลายเป็นเงินบาทไทย
จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2565 กลุ่มคนร้าย มีการขายเหรียญดิจิทัลที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งในไทยและต่างประเทศ มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท
โดยรูปแบบการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้าย พบว่าเป็นการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจะแบ่งเป็น (1) หัวหน้า ทำหน้าที่ สั่งการ, (2) กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ทำหน้าที่ ติดต่อพูดคุยและหลอกลวงเหยื่อ, (3) กลุ่มนายหน้า จัดหาบัญชีม้าและกระเป๋าวอลเล็ตม้า รวบรวมบัญชีต่างๆ นำไปมอบให้กับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์, (4) กลุ่มบัญชีม้าและกระเป๋าวอลเล็ตม้า ทำหน้าที่รับจ้างเปิดบัญชีและกระเป๋าเงินดิจิทัล (5) กลุ่มที่ทำหน้าที่ฟอกเงิน โดยนำเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงไปซื้อทรัพย์สินมีค่า และอสังหาริมทรัพย์ ต่างๆ

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายมีรูปแบบการฟอกเงิน ด้วยวิธีการยักย้ายถ่ายโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้านหรู จำนวน 7 หลัง มูลค่ากว่า 350 ล้านบาท โดยมีการจัดตั้งบริษัทนอมินีขึ้นมาเพื่อถือครองกรรมสิทธิ์ในบ้านหรูทั้งหมด ซึ่งการจัดตั้ง บริษัทนอมินีนั้น กลุ่มคนร้ายจะใช้บริษัทรับทำบัญชี (ซึ่งเป็นบริษัทที่ น.ส.เบียนฯ เป็นหนึ่งในกรรมการ) จัดหาคนไทยมาเพื่อจัดตั้งบริษัทนอมินีในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จะต้องเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น กลุ่มคนร้ายจึงหาช่องทางหลีกเลี่ยงโดยการใช้ชาวจีน 1 คน ถือหุ้นใน บริษัทนอมินี 49% และจัดหาคนไทยอีก 3 คน ถือหุ้นอีกคนละ 17% จึงทำให้บริษัทนอมินีกลายเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยที่มีคนไทยถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และสามารถถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ตามกฎหมาย
จากการขยายผลตรวจสอบข้อมูลของบริษัทนอมินี และบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นนอมินีที่มีความเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับกลุ่มคนร้ายพบว่า มีการครอบครองบ้านหรูเพิ่มเติมอีก 10 หลัง มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท รวมบ้านหรูที่ตรวจยึดเพื่อส่ง ปปง. ตรวจสอบทั้งสิ้น 17 หลัง มูลค่ารวมกว่า 850 ล้านบาท

ทั้งนี้จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวและตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา, ลาว และเมียนมาร์ ซึ่งเมื่อได้เงินจากการหลอกคนไทยแล้วจะนำมาฟอกเงินด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้น โดยจะมีคนไทยร่วมขบวนการเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนอยู่ภายในประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ โดยในวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปอท., บก.ป. และ บก.ปอศ., ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่อัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุด และ เจ้าหน้าที่ ปปง. ได้สนธิกำลังจำนวนกว่า 270 นาย เข้าตรวจค้น และจับกุม ผู้ร่วมขบวนการทั้งกลุ่มชาวจีน, กลุ่มผู้จัดหาและรวบรวมบัญชีม้าและกระเป๋าวอลเล็ตม้า, กลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้าและกระเป๋าวอลเล็ตม้า และผู้บริหารดูแลเรื่องฟอกเงิน โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้งสิ้นจำนวน 9 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 2 ราย ชาวไทย 7 ราย จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจับกุม สามารถตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาดำเนินการตรวจสอบต่อไปได้จำนวนหลายรายการ อาทิเช่น บ้านหรู จำนวน 17 หลัง, รถยนต์หรู จำนวน 12 คัน,เงินสด รวมมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท, สร้อยคอทองคำกว่า 10 รายการ, นาฬิกาหรู, กระเป๋าแบรนด์เนม, คอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ๊ก, โทรศัพท์มือถือ, สมุดบัญชีธนาคาร จำนวนหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท