“อธิบดีศาลอาญา”ตั้งกก.2ชุด ชงข้อมูลตร.จับโจรงัดศาล-รีเช็กมาตรการรปภ. ซื้อวงจรปิดชุดใหม่

4.01.17 | 17:28 น.
นายสุภัทร์ สุทธิมนัส อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 มกราคม ที่ห้องประชุมชั้น 10 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายสุภัทร์ สุทธิมนัส อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายวิทยา บุญชัยวัฒนา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และนายมนตรี รัตนทวีโสภณ เลขานุการศาลอาญา ร่วมกันแถลงความคืบหน้ากรณีคนร้ายเข้าลักทรัพย์ในอาคารศาลอาญาเมื่อช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา

โดยนายสุภัทร์ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุ ได้รับรายงานเมื่อวันที่ 2 มกราคม มีการไปแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน และกันสถานที่เกิดเหตุไม่ให้หลักฐานเคลื่อนย้าย ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.)เข้ามาตรวจสอบจุดต่างๆ พร้อมทั้งเก็บลายนิ้วมือแฝง โดยเหตุเกิดในช่วงวันหยุดปีใหม่ 4 วัน ขณะนี้ทราบเวลาแล้วว่าคนร้ายเข้ามากี่โมง และช่วงเวลาใดอยู่จุดไหน แต่ทั้งนี้ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ บ่ายวันนี้พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) กับคณะนายตำรวจอีกหลายนาย และ พ.ต.อ.ณรัช มูลศาสตรสาทร ผกก.สน.พหลโยธิน มาพบตนและตรวจดูสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง รวมทั้งประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน รายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสนใจและรับปากว่าจะตามจับกุมคนร้ายมาให้ได้ ส่วนตัวเชื่อว่าตำรวจของเรามีศักยภาพ ทั้งหมดอยู่ที่พยานหลักฐาน

นายสุภัทร์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา2ชุด โดยมีตนเป็นที่ปรึกษา ชุดหนึ่งเป็นคณะกรรมการจะประสานงานสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านการให้ข้อมูลเกี่ยวกับคีย์การ์ดที่คนร้ายใช้เข้าออก หรือข้อมูลอื่นๆ รวมทั้งการให้คำแนะนำเรื่องการออกหมายค้นหมายจับคนร้ายหากมีความจำเป็น โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมี นายเจริญวิทย์ เกื้อทิพย์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ดูแลเรื่องมาตรการความปลอดภัยเป็นประธานคณะทำงาน มีผู้พิพากษาร่วมเป็นคณะทำงานส่วนของตำรวจ จะมีผกก.สน.พหลยินร่วมด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้สะดวกและให้ได้ตัวคนร้ายโดยเร็ว

นายสุภัทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนคณะกรรมการอีกชุดจะตรวจสอบเรื่องความหละหลวมของระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดที่ผ่านมา โดยมีนายวิทยา บุญชัยวัฒนา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อดูแลว่ามีจุดใดที่หละหลวมต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เพื่อเป็นการป้องกันต่อไปในอนาคต สำหรับคีย์การ์ดที่คนร้ายใช้เข้าออก ต้องไปตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดทำคีย์การ์ดหายหรือไม่จะได้ยกเลิก โดยเรื่องกล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณศาลอาญานั้นเสียจริง รวมทั้งกล้องวงจรปิดในลิฟต์ที่คนร้ายใช้ในการขึ้นลงห้องเวรชี้และห้องของ รปภ. กล้องทั้งหมดมีอายุการใช้งานมานานประมาณ 15 ปีแล้ว เริ่มหมดอายุตามเวลาการใช้งาน ซึ่งจัดซ่อมก็ไม่คุ้ม

นายสุภัทร์ กล่าวด้วยว่า หลังเกิดเหตุตนได้รายงานให้ นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมทราบเรื่อง ในการจัดงบประมาณจัดซื้อกล้องวงจรปิดชุดใหม่เต็มระบบทั้งภายในอาคาร ภายนอกอาคารและลานจอดรถ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดซื้อกล้องวงจรปิดชุดใหม่ จึงเป็นช่องโหว่ที่ให้เกิดเหตุ หากมีกล้องวงจรปิดจะมีส่วนช่วยได้มากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ ตนเตรียมจะรายงานนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ให้ทราบข้อเท็จจริง รวมทั้งการดำเนินงานของศาลอาญาในการแก้ไขปัญหา หากการสอบสวนชัดเจนว่าคนร้ายเป็นคนในจะต้องตั้งกรรมการสอบทางวินัยรวมทั้งการถูกดำเนินคดีอาญา แต่ขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าคนร้ายเป็นคนในหรือคนนอก อย่างไรก็ดีเหตุที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับเรื่องสำนวนคดี เพราะคนร้ายงัดลิ้นชักเอาไปแต่ทรัพย์สิน

Advertisement

“ในการติดตามคนร้าย ตำรวจมีวิธีการของเขา ส่วนกล้องวงจรปิดที่อยู่ภายนอกศาลยังมีของเอกชนก็น่าจะหาภาพจากตรงนั้นได้ ผมเชื่อว่าความสามารถของตำรวจมีขีดความสามารถของเขาที่จะทำได้ จากนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน ศาลจะไม่เข้าไปสันนิษฐานอะไรให้ แต่ศาลจะให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการสอบสวน เช่น เรื่องคีย์การ์ดเข้าออก ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบถืออยู่ ส่วนการตั้งประเด็นวิเคราะห์ความเป็นไปได้ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าประเด็นใดมีความเป็นไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงจะดำเนินการเจาะลึกและรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีต่อไป” นายสุภัทร์ กล่าว

เมื่อถามว่าจากเหตุที่เกิดขึ้น จะทำให้สังคมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะขนาดศาลยังเกิดเหตุได้ นายสุภัทร์ กล่าวว่า ปกติศาลจัดกำลังเจ้าหน้าที่ รปภ. รักษาการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากคนกังวลกันว่าขนาดศาลยังเกิดเรื่อง ต้องดูว่าเรื่องนี้ทั้งหมดมาจากอะไร เกิดจากคนในหรือคนนอก หากเป็นคนนอกก็น่ากลัว เพราะแสดงว่าการรักษาความปลอดภัยมีปัญหา แต่ถ้าเป็นคนในก็จะต้องเข้มงวด เรื่องนี้อุปมาอุปไมยเหมือนคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์บ้านใครคนหนึ่ง