ตร.สอบสวนกลาง ผนึกกรมศิลป์ ปราบแก๊งล่าสมบัติ ยึดกว่าพันชิ้น โพสต์เฟซขายโจ๋งครึ่ม(มีคลิป)

4.09.23 | 11:08 น.

ตร.สอบสวนกลาง ผนึกกรมศิลป์ ปราบแก๊งล่าสมบัติ ยึดกว่าพันชิ้น โพสต์เฟซขายโจ๋งครึ่ม

เมื่อวันที่ 4 กันยายน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ, พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น, พล.ต.ต.พิสิฐ ตันประเสริฐ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ, พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. บูรณาการประสานความร่วมมือกับ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

เจ้าหน้าที่หน่วยร่วมปฏิบัติ นายมนตรี ธนภัทรพรชัย ผู้อำนวยการกลุ่มงานโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย และนายชินณวุฒิ วิลยาลัย ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากร

Advertisement

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.เจษฎา แก้วจาเครือ, พ.ต.ท.ศุภกร ตังคะประเสริฐ, พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์, พ.ต.ท.เอนก บุญตา รอง ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.พิทยา คงเจริญ, พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ศิลาพันธุ์, พ.ต.ต.ณรงค์ หาญสันเทียะ, พ.ต.ต.อัคนี ณ บางช้าง สว.กก.4 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป.

ร่วมกันจับกุม 3 ผู้ต้องหา
1.นายทศพร อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2759/2566 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2566 จับกุมได้ในพื้นที่ ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
2.นายทศพล อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2760/2566 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2566 จับกุมได้ในพื้นที่ ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
3.นายศรีออน อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2761/2566 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2566 จับกุมได้ในพื้นที่ ต.ท่าวังทอง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา

โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานเป็นผู้เก็บได้ซึ่งโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ที่ซ่อนหรือฝังหรือทอดทิ้งโดยพฤติการณ์ ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้และเบียดบังเอาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุนั้น เป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย และจำหน่าย เอาไปเสีย ซึ่งโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ โดยผิดกฎหมาย

พร้อมตรวจยึด
1.เครื่องสแกนโลหะ 11 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์การขุด
2.สิ่งของคล้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวน 970 ชิ้น
3.สมุดบัญชีธนาคาร 4 เล่ม

สถานที่ตรวจค้น จำนวน 9 จุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, ลำปาง, พะเยา และสุโขทัย

สืบเนื่องมาจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ป. ได้รับแจ้งเบาะแสจากกลุ่มผู้อนุรักษ์โบราณวัตถุว่ามีกลุ่มบุคคลลักลอบขุด ค้า โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โดยมีการนำโบราณวัตถุต่างๆ มาเสนอขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยผิดกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

จากการตรวจสอบพบ บัญชีเฟซบุ๊กของกลุ่มผู้ต้องหา ลงโพสต์ภาพการขุดค้นหาโบราณวัตถุ พร้อมประกาศขายสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุจำนวนหลายรายการ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดต่อซื้อสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุดังกล่าว โดยเมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้รับสิ่งของคล้ายวัตถุโบราณมาแล้ว มีการส่งตรวจพิสูจน์ที่สำนักศิลปากร กรมศิลปากร ผลการตรวจสอบพบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นโบราณวัตถุตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535) จริง ซึ่งตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ห้ามมิให้มีการขุด ค้นหา หรือซื้อขายโบราณวัตถุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการสืบสวนติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องกัน มีการโพสต์ภาพผ่านทางเฟซบุ๊กขณะไปร่วมกันขุดหาโบราณวัตถุตามสถานที่ต่างๆ หลังจากนั้นจะนำโบราณวัตถุต่างๆ มาประกาศขายผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยในภาพที่ผู้ต้องหาโพสต์ยังปรากฏบุคคลอื่นๆ ที่ร่วมกันขุดหาสิ่งของโบราณวัตถุกับผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการรวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดจำนวน 3 หมายจับ พร้อมขออนุมัติศาลออกหมายค้นสถานที่ที่เชื่อว่าน่าจะมีการซุกซ่อนโบราณวัตถุหรือสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

จากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้กระทำความผิด พบมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 200,000 บาท และมียอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 10 ล้านบาท ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ป.จึงวางแผนพร้อมประสานความร่วมมือกับกรมศิลปากร บูรณาการร่วมกันตรวจค้นสถานที่เป้าหมายซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้ต้องหาตามหมายจับและเป็นสถานที่เชื่อว่ามีการซุกซ่อนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, พะเยา, สุโขทัย และลำปาง รวม 9 จุด โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้จำนวน 3 ราย พร้อมทั้งตรวจยึดสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมจำนวนกว่า 1,000 ชิ้น นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 ให้การปฏิเสธ

พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าเจ้าหน้าที่รับแจ้งเบาะแสจากกลุ่มผู้อนุรักษ์โบราณวัตถุ ว่า มีกลุ่มบุคคลลักลอบขุด ค้า โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และนำมาขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยผิดกฎหมาย จากการสืบสวนพบเฟซบุ๊กของกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งโพสต์ภาพการขุดค้นหาโบราณวัตถุ พร้อมประกาศขายด้วย จึงติดต่อขอซื้อโบราณวัตถุดังกล่าว หลังจากรับมาแล้วก็นำส่งตรวจพิสูจน์ที่สำนักศิลปากร กรมศิลปากร ผลตรวจรูปปั้นแกะสลักวัวสัมฤทธิ์โบราณ อายุประมาณ 1,600 ปี และรูปปั้นช้างสัมฤทธิ์มีแท่นตราประทับ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21 จึงเร่งทำการสืบสวนจับกุม

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนพบกลุ่มคนร้ายมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 เป็นพี่น้องกัน มีการโพสต์ภาพผ่านทางเฟซบุ๊กขณะร่วมกันขุดหาโบราณวัตถุตามสถานที่ต่างๆ ก่อนนำมาประกาศขายผ่านทางเฟซบุ๊ก และยังปรากฎภาพบุคคลอื่นๆ ที่ร่วมกันขุดหาสิ่งของโบราณวัตถุด้วย เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 พร้อมกับขอหมายค้นสถานที่สงสัยจะซุกซ่อนโบราณวัตถุหรือสิ่งของต่างๆ อีก 9 จุดในจ.เชียงใหม่, ลำปาง, พะเยา และสุโขทัย

ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ กว่า 1,000 และตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา พบมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 2 แสนบาท และมียอดเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 10 ล้านบาทในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา สอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 ให้การปฏิเสธ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป.ดำเนินคดี

ด้าน นายพนมบุตร กล่าวว่า กรณีผู้พบเจอสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ ขอให้นำส่งกรมศิลปากรตรวจสอบ ไม่ควรยึดถือไว้เป็นของตน เพราะมีความผิดตามกฎหมาย หากส่งคืนก็จะมีเงินรางวัลมอบให้บางส่วนด้วย สำหรับของกลางโบราณวัตถุที่พบครั้งนี้ มีสองชิ้นที่เป็นรูปวัว-ช้างสัมฤทธิ์ พบมีอายุมากถึง 1,600 ปี ซึ่งบ่งบอกถึงความสัมพัน์ทางการค้าตั้งแต่โบราณ หากสิ่งของเหล่านี้หลุดรอด หรือสูญหายไปจากประเทศ ก็จะทำประเทศต้องสูญเสียหลักฐานสำคัญของชาติ ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้อีกด้วย

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยประชาชน กรณีพบเจอสิ่งของคล้ายโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ ขอให้ท่านนำส่งกรมศิลปากร เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ไม่ควรยึดถือไว้เป็นของตน เนื่องจาก ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มาตรา 24 “โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ซ่อน หรือฝัง หรือทอดทิ้งไว้ในราชอาณาจักร ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน” และสำหรับผู้ใดที่ลักลอบขุด ค้นหา โบราณวัตถุตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำไปประกาศขาย รวมไปถึงผู้รับซื้อโบราณวัตถุต่างๆ จะถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด มีโทษตามกฎหมาย