ส่องภารกิจ‘นพ.ชลน่าน’ ขับเคลื่อนกระทรวงหมอ
ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ “รัฐบาลเศรษฐา 1” พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ความคาดหวังในเรื่องต่างๆ ของประชาชนทุกภาคส่วน ก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และหนึ่งในนั้นคือ ความคาดหวังต่อ 2 รัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั้ง “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” รัฐมนตรีว่าการ สธ. และ “นายสันติ พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.
หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องอาศัยอำนาจและการตัดสินใจจากรัฐมนตรีว่าการ สธ. ร่วมกับ ปลัด สธ. “นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์” คือ การพิจารณาความเหมาะสมในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ คราวนี้ถือเป็น “การจัดกระบวนทัพครั้งใหญ่” ประกอบด้วย อธิบดี 5 กรม รองปลัด 1 คน และผู้ตรวจราชการอีก 2 คน ทำให้เรื่องนี้เป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะหากย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ครั้งนั้น นพ.ชลน่าน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. ในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในฐานะผู้บริหารฝ่ายการเมือง มีความคุ้นเคยกับข้าราชการประจำของ สธ.อยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับชมรมแพทย์ชนบท ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาของรัฐมนตรีว่าการ สธ.ในหลายๆ สมัย อีกไม่นานเกินรอก็จะได้เห็นหน้าตาทีม สธ.ภายใต้การนำของ นพ.ชลน่าน
ปัญหาเรื้อรังอีกอย่างคือ “ขาดแคลนแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข” ขณะเดียวกัน แพทย์ที่มีอยู่ในระบบก็ทยอยลาออกทุกปี ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบด้านกำลังพลในระบบสาธารณสุขไทยอย่างมาก โดยปัจจัยหลักของการลาออกจากราชการ ได้แก่ ชั่วโมงการทำงานที่มากกว่า 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ค่าตอบแทนที่น้อยกว่าภาคเอกชน และความก้าวหน้าในสายงาน ซึ่งที่ผ่านมา เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ต่างออกมาสะท้อนปัญหาถึงผู้บริหารกระทรวง และมีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นโจทย์หินที่บุคลากรสาธารณสุขต่างมีความคาดหวังว่ารัฐมนตรีว่าการ สธ.คนใหม่ ที่เป็นหมอจะเข้าใจปัญหาของคนเป็นหมออย่างดี
การเดินหน้า “ปลดล็อกกัญชาเสรีทางการแพทย์” ร่าง พ.ร.บ.กัญชากัญชง พ.ศ. … ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในสมัยของอดีตรัฐมนตรีว่าการ สธ. “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” กลับไม่เป็นดังหวัง ถูกปัดตกในชั้นพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยโดย “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี ได้แสดงจุดยืนยอมรับต่อนโยบายกัญชาทางการแพทย์ แต่จะนำกลับเข้าสู่บัญชีรายชื่อยาเสพติดให้โทษ นี่จึงเป็นเงื่อนปมสำคัญวัดใจหมอชลน่านว่าจะเดินหน้าสางปมเรื่องนี้อย่างไร
“การถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ยังเป็นปัญหา ไม่ค่อยจะราบรื่น เพราะที่ผ่านมามี รพ.สต.ขอถ่ายโอนแล้ว 921 แห่ง บุคลากรที่ประสงค์ถ่ายโอน 6,675 คน ในจำนวนนี้เป็นบุคลากรที่ไม่ได้ปฏิบัติงานใน สอน./รพ.สต. 513 คน
ทำให้บางส่วนทำเรื่องขอยกเลิกการถ่ายโอนด้วย ขณะที่ สธ.ได้ออกมายืนยันว่าบุคลากรที่จะถ่ายโอนไปสังกัด อบจ.ได้นั้น จะต้องปฏิบัติงานอยู่ใน รพ.สต. หรือ สอน.เท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับการให้บริการของประชาชน ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวถือเป็นโจทย์สำคัญของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อให้การถ่ายโอนเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนที่รอบการถ่ายโอนปีงบประมาณ 2567 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะมาถึงด้วย
สุดท้าย จากนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศว่าหากเข้ามาเป็นรัฐบาลจะปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่คุ้นเคยในชื่อ “บัตรทอง 30 บาท” นับจากนี้จะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด
บัตรทอง 30 บาท เกิดขึ้นเมื่อปี 2544 จากแนวคิดของ “นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก โดยมีทีมวิจัยช่วยผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายพรรคการเมืองอย่างพรรคไทยรักไทยที่เป็นรากเหง้าของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บัตรทองได้ขยายสิทธิประโยชน์ดูแลประชาชนครอบคลุมทั้งการรักษาและการส่งเสริมป้องกันโรค แต่อีกทางหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ ภาระงานที่เพิ่มขึ้นของบุคลากรสาธารณสุข ต่อมาจึงมีแนวคิดสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิ ภายใต้ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562 เพื่อกระจายภาระงานและความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไปยังท้องถิ่น ทั้งช่วยอำนวยความสะดวก และลดภาระการเดินทางของประชาชน เกิดเป็นปัญหาสะสม ฉะนั้น ระบบสุขภาพปฐมภูมิจึงจำเป็นต้องได้รับการขันนอตให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ทั้งนี้ “ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์” นักวิชาการ อดีตอาจารย์พยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาลจะมีการพัฒนาต่อยอดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ในรูปแบบการเข้ารับบริการในโรงพยาบาลของรัฐ โดยใช้บัตรประชาชนเพียงบัตรเดียว ซึ่งพรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายนี้ในช่วงหาเสียง เนื่องจากเวลามีคนเจ็บไข้ได้ป่วย
โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งการส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทั้งแพทย์และเครื่องมือ ค่อนข้างล่าช้า บางครั้งกว่าผู้ป่วยจะมาถึงมือแพทย์ที่เชี่ยวชาญอาการก็หนักแล้ว ดังนั้น หากพัฒนาต่อยอดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคตามที่กล่าวมา ทำได้จริง จะทำให้ผู้ป่วยสามารถเลือกเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐเองได้ทุกแห่งจะช่วยให้สะดวกมากขึ้น เป็นการปฏิรูปศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละแห่งให้ตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนสวัสดิภาพของคนทำงานด้านการแพทย์ แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาลบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มค่าตอบแทน เพิ่มอัตรากำลังคน เพราะคนกลุ่มนี้ทำงานหนักและการใช้ชีวิตไม่เป็นปกติ เมื่อพรรคการเมืองดูแลประชาชนแล้ว ก็ต้องดูแลคนที่ดูแลประชาชนด้วย ขณะเดียวกันคนที่ทำงานในภาคสนาม เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. กระทรวงควรที่จะลงไปดูข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันกระทรวงให้ อสม.ทำหน้าที่อะไรบ้าง ภาระหน้าที่มากเกินไปหรือไม่ ค่าตอบแทนเหมาะสมกับภาระหน้าที่ที่มอบหมายหรือไม่ ที่สำคัญ ต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลให้มากขึ้น หยุดใช้งบเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ แล้วนำงบส่วนนี้ไปดูแลสวัสดิการให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่ทำงานให้กระทรวงสาธารณสุขจะดีมากกว่า
“อีกข้อเสนอ คือขยายศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ จำได้ว่าพรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ ในฐานะผู้จัดตั้งศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุที่ขอนแก่น เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็น หากกระทรวงสาธารณสุขทำได้จะยกภูเขาออกจากอกให้ลูกหลาน จากประสบการณ์การให้บริการดูแลผู้สูงอายุ เห็นว่าควรมีศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุใทุกจังหวัด เพื่อดูแลกลุ่มคนวัยชรา เพราะก่อนคนเหล่านี้จะชรา เป็นผู้ทำงานเสียภาษีให้ประเทศ ประเทศไทยมีวันนี้ได้มาจากแรงงานของผู้สูงอายุในปัจจุบัน” ผศ.พรรณวดีกล่าว
การหวนกลับมาของ นพ.ชลน่าน ในครั้งนี้ จึงเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษว่ากระทรวงหมอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ระบบสุขภาพอย่างไรบ้าง

