“สุวพันธุ์”ชี้แก้ปัญหายาเสพติด ต้องทำพร้อม 5 ด้าน พัฒนาองค์ความรู้ ดึงหน่วยงานร่วม

5.01.17 | 14:40 น.

รมว.ยุติธรรมชี้ แก้ปัญหายาเสพติดต้อง ทำพร้อมกันทั้ง ระบบ 5 ด้าน เน้นพัฒนาองค์ความรู้ ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมสร้างความรู้เท่าทันต่อพลวัตการควบคุมยาเสพติด ครั้งที่ 1 เรื่องการสร้างองค์ความรู้ยาเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) ทักษะสังคมเพื่อลดอันตราย โดยมีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน

นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการทำงานต่อเนื่องมาจากหลายหน่วยงานที่ได้พยายามจัดการกับปัญหาล้นเรือนจำ ปัญหาการแพร่ระบาดของเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ที่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมอย่างมาก ซึ่งการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดของ พล.อ.ไพบูลย์ ได้เป็นผู้นำในการจัดการมาโดยตลอด และประธานศาลฎีกา ได้ขอแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานเด็ดขาดและยังมีส่วนเพิ่มเติมของการแก้ไขครั้งนี้อีก คือ ในส่วนของมาตรา 9 ที่ให้สิทธิผู้ต้องขังที่รับโทษในเรือนจำและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสามารถยื่นเรื่องต่อศาลให้มีการพิจารณาคดีใหม่

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า เมื่อประชาคมโลกได้ปรับเปลี่ยนและมีพัฒนาการแนวคิดเรื่องการควบคุมปัญหาการแพร่ระบาดของเมทแอมเฟตามีน ที่ไม่ใช่การทำสงครามยาเสพติด แต่มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในวาระการพัฒนาของสหประชาชาติ ภายหลังปี 2558 ดังนั้น ตนเห็นด้วยกับการจัดการทั้งระบบในปัญหายาเพสติดและต้องทำพร้อมกันอย่างน้อย 5 ด้าน คือ 1.ด้านองค์ความรู้ยาเสพติด ทักษะสังคมเพื่อลดอันตราย 2.ด้านสังคม 3.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข 4.ด้านเศรษฐกิจ และ 5.ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ อีกประการที่สำคัญ คือ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันเราอยู่ใน “สังคมแห่งการเร่งรีบ” มีเทคโนโลยีจำนวนมากถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการ ไม่เว้นแม้แต่สารสังเคราะห์กระตุ้นต่อจิตและประสาทเพื่อช่วยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น คาเฟอีนในกาแฟ นิโคตินในบุหรี่ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือสารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีน ถึงเวลาแล้วที่ต้องหวนกลับมาให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ ซึ่งจากการวิเคราะห์ปัญหาของ ดร.คาร์ล ฮาร์ท พบว่า สังคมไทยมีความคล้ายคลึงและดูเหมือนจะเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบันว่า ปัญหายาเสพติดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกช่วงอายุ และทุกครั้งที่แก้ไขปัญหาจะมองเพียงด้านบทลงโทษและการบำบัดสภาพจิตและร่างกายเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้ให้ข้อมูลด้านทักษะให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของสารเสพติดหลายๆชนิด มีผลต่อการนำไปใช้ทั้งเป็นยา หรือ ใช้รักษาโรคกับผู้ป่วย ในระยะสั้น หรือ ระยะยาว

S__43581450

รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ดังนั้น การประชุมในวันนี้ควรจะเพิ่มเติมใหม่ในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยการพัฒนาด้านองค์ความรู้ ทักษะ คิดและวางแผน เพื่อเกิดเป็นขั้นตอนกระบวนการและต้องสอดคล้องกับสังคมไทยด้วย โดยใช้ข้อมูลงานวิจัยต่างๆ หรือข้อมูลที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาปรับใช้เพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้มีความสำเร็จและยั่งยืน เพื่อลดอันตรายให้เกิดเป็นรูปธรรมและต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาครบทุกระบบ ทั้ง การศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุ การเผยแพร่ วิธีการจัดการ การรักษา และแนวทางป้องกัน เป็นต้น แต่ขณะเดียวกัน ยังต้องคงไว้ซึ่งเป็นบทลงโทษในเชิงกฎหมาย การปราบปรามที่เข้มข้นยังต้องดำเนินต่อไป

Advertisement

ด้านนายชาญเชาวน์ กล่าวว่า นับเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องของการจัดการปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ศาลฎีกา ป.ป.ส. สสส. ไอดีพีซี (IDPC) และศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมมือกันตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย คือ การจัดทำร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ต่อมา ครม.มีมติเห็นชอบกับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

S__43581449

“นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา สนช. ได้พิจารณาเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2559 ที่แก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับการให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และอัตราโทษของความผิดฐานผลิตนำเข้า ส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ที่เบาลงกว่ากฎหมายเดิม ซึ่งถือว่าเป็นความตื่นตัวเพื่อการปฏิรูประบบควบคุมยาเสพติดครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย”ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว

นายชาญเชาวน์ เผยต่อว่า โดยมิติทางด้านกฎหมายได้มีการพัฒนาการตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ในมิติอื่นพบว่ายังคงต้องมีการผลักดันให้ดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะด้านองค์ความรู้ยาเสพติด ด้านสังคม เพราะหากทุกหน่วยงานมีองค์ความรู้ยาเสพติดที่ถูกต้องก็จะไม่เกิดปัญหาการใช้กระบวนการยุติธรรมที่มากเกินไปจนเกิดปัญหาคนล้นเรือนจำตามที่ปรากฎในปัจจุบัน และหากสังคม ชุมชน มีความเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้ผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจและเศรษฐกิจ เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะในฐานะผู้เสพ ผู้ค้า จากนี้ หน่วยงานร่วมจะเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้และสนับสนุนหน่วยงานที่สร้างความเข้มแข็งให้สังคม และให้ชุมชนเข้ามาเป็นหน่วยงานร่วมในการแก้ปัญหายาเสพติด เห็นได้จากการประชุมครั้งนี้ได้มีการเชิญผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน เข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังและแสดงความคิดเห็นด้วย