ที่ สน.โคกคราม เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 6 มกราคม 2560 พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ รรท.รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รรท.ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.ภานุมาศ บุญญลักษม์ รรท.ผบก.น.2 พ.ต.อ.สราวุธ จินดาคำ รอง ผบก.น.2 รรท.ผกก.สน.โคกคราม พร้อมด้วยตำรวจ บก.สส.บช.น. ตำรวจ กก.สส.บก.น.2 ตำรวจ สน.โคกคราม และตำรวจ สน.โชคชัย ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัวนายกิตติกร วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว จ.สระแก้ว ผู้ต้องหาฆ่าชิงทรัพย์บัณฑิต “มศว.” ลูก ดร. พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า เอ็มสแลช ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีดทำครัวปลายแหลมยาวประมาณ 10 นิ้ว 1 เล่ม หมวกกันน็อกแบบครึ่งใบสีดำ 1 ใบ ปืนอัดลม 1 กระบอก โทรศัพท์ไอโฟน 6 สีขาว 1 เครื่อง โทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส สีขาว 1 เครื่อง โทรศัพท์ซัมซุงสีขาว 1 เครื่อง ไอแพ็ดสีดำ 1 เครื่อง บัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ กุญแจรถ 1 พวง และเงินสดจำนวน 340 บาท โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณหมู่บ้านเคหะเอื้ออาทร ซอยวัดกู้ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา
พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากมีเหตุคนร้ายบุกเข้าทำร้ายร่างกายก่อนจะฆ่าชิงทรัพย์นายวศิน เหลืองแจ่ม อายุ 26 ปี บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อดีตทำงานพนักงานภาคพื้นดินของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งภายในสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วเตรียมจะเข้าสอบเป็นนักบินพลเรือน พร้อมทั้งยังเป็นบุตรของ “ดร.” โดยสภาพศพถูกแทงด้วยอาวุธมีดเข้าตามร่างกายหลายแผล โดยเฉพาะที่บริเวณลำคอถูกแทงเป็นแผลฉกรรจ์ ที่บริเวณซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา กระทั่งมีการเผยแพร่คลิปภาพจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์คนร้ายจ้วงแทงอย่างอุกอาจ จนผู้ตายล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไม่แยแสแต่อย่างใด
พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวต่อว่า ในส่วนของตำรวจ บช.น.ไม่สบายใจที่มีคลิปปรากฏขึ้น ภายหลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ตำรวจหลายภาคส่วนสนธิกำลังร่วมกันทำงาน อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.บช.น. ตำรวจ กก.สส.บก.น.2 ตำรวจ กก.สส.บก.น.4 ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.โคกคราม และตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.โชคชัย จนกระทั่งพบเบาะแสว่าคนร้ายรายนี้ได้หลบหนีไปกบดานใน จ.นนทบุรี ชุดจับกุมจึงเดินทางไปเฝ้าสังเกตการณ์ จนเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. สามารถจับกุมคนร้ายไว้ได้พร้อมของกลาง แล้วรีบนำตัวมาสอบสวนที่สน.โคกครามทันที
https://www.youtube.com/watch?v=bBkCiiqNyEw
จากการสอบสวนนายกิตติกร ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนเพิ่งออกจากเรือนจำมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 2559 ก่อนมาทำอาชีพขายผลไม้อยู่บริเวณวัดกู้ เงินไม่พอใช้ ยิ่งขายยิ่งเป็นหนี้ จึงชักชวนกับเพื่อนอีกรายที่รู้จักกันในเรือนจำมาตระเวนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวประทังชีวิต มักจะเลือกเหยื่อที่เดินตามท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย แล้วแต่จังหวะ
“ซึ่งผมยอมรับว่าเป็นผู้ใช้มีดแทงผู้ต้องหาจริง เนื่องจากเห็นผู้ตายเดินกดโทรศัพท์มือถือเล่น จึงเข้าไปทำทีตีสนิทแกล้งถามเส้นทาง เมื่อผู้ตายสบโอกาสหันมาคุยด้วย จึงพยายามชิงทรัพย์เข้าแย่งโทรศัพท์มือถือ แต่ทว่าผู้ตายขัดขืน จึงใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาด้วยแทงไปหลายครั้ง ทั้งนี้ ระหว่างยื้อแย่งนั้นตนได้จังหวะแทงไปข้างหน้าเพื่อไม่ให้เหยื่อสู้ได้ ไม่ได้ตั้งใจแทงที่คอ และไม่ได้ตั้งใจให้ถึงแก่ความตาย อีกทั้งมีดเล่มนี้ก็ใช้ขายผลไม้ด้วย ยืนยันว่าเจ้าตัวไม่ได้เมายาเสพติดแต่อย่างใด นักข่าวไปเขียนกันเอง ต้องขอความเห็นใจด้วย” นายกิตติกรกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
นอกจากนี้ คนร้ายรายนี้ยังได้ร่วมกับเพื่อนที่ยังหลบหนีก่อเหตุก่อนหน้านี้ในค่ำคืน (4 มกราคม) เดียวกัน เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 22.07 น. พยายามกระชากกระเป๋าเหยื่อหญิงสาวที่บริเวณซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 แต่ไม่ได้ทรัพย์สินไปแต่อย่างใด จากนั้นเวลา 22.15 น. ได้มาก่อเหตุกับผู้ตาย ซึ่งระหว่างการต่อสู้ทำให้คนร้ายทำหมวกกันน็อกตกในที่เกิดเหตุ รวมทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่เปื้อน ต้องไปเปลี่ยนชุดใหม่ ต่อมา เวลา 01.30 น.วันที่ 5 มกราคม ได้ลงมือก่อเหตุกระชากโทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส จากเหยื่อสาวที่บริเวณซอยสุคนธสวัสดิ์ 9 พื้นที่ สน.โชคชัย และเวลา 02.30 น. คืนเดียวกัน คนร้ายได้ก่อเหตุชิงทรัพย์เหยื่อสาวได้โทรศัพท์ซัมซุงและเงินสดจำนวน 5,000 บาท ที่บริเวณริมทางเท้าหน้า รพ.สินแพทย์ ก่อนจะแยกย้ายกันไป
นายกิตติกรรับสารภาพอีกว่า ผู้ต้องหาอีกรายที่เป็นเพื่อนซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ หลังทราบข่าวจากสื่อว่านายวศินเสียชีวิต ได้มีการส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กมาหาตนว่าให้นำเงินทรัพย์สินที่ได้มาจากการก่อเหตุมาให้ด้วย แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธไปเนื่องจากไม่มี หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก
โดย พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวอีกว่า อยากจะขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วก่อเหตุอีกรายเข้ามามอบตัวโดยเร็ว ขณะนี้ทราบแล้วว่าเป็นผู้ใด อีกทั้งหากใครให้ที่พักพิงให้แจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจ เพราะอาจจะมีความผิดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การ เนื่องจากคนร้ายรายนี้เมื่อทำการตรวจสอบประวัติ ติดคุกมา 8 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 13 ปี อาทิ คดีจำหน่ายสิ่งลามกอนาจาร คดีเกี่ยวกับยาเสพติด คดีบุกรุก คดีทำร้ายร่างกาย และล่าสุดคดีร่วมกันผลิตน้ำพืชกระท่อม แล้วเพิ่งออกมาจากเรือนจำเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะ คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และมีอาวุธติดตัวไปในเมือง ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะจับกุมผู้ต้องหาอยู่ในอาการมึนเมา จากการสอบถามผู้ต้องหาทราบว่าเล่นยาโซแล่มก่อนก่อเหตุ

