สปสช.เยี่ยมระบบ ดูแลผู้ป่วยบนเกาะ-เรือนจำ ผ่านเทเลเมดิซีน รพ.ระนอง

14.09.23 | 18:10 น.

สปสช.เยี่ยมระบบดูแลผู้ป่วยบนเกาะ-เรือนจำ ผ่านเทเลเมดิซีน รพ.ระนอง

เมื่อวันที่ 14 กันยายน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย นางพนิต มโนการ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 11 สุราษฎร์ธานี เดินทางลงพื้นที่โรงพยาบาล (รพ.) ระนอง จ.ระนอง เยี่ยมชมการจัดการระบบสุขภาพแนวใหม่ โดยใช้รูปแบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิในเรือนจำระนองดูแลกลุ่มเฉพาะ และการดูแลผู้ป่วยบนเกาะ นอกจากนี้ ไปเยี่ยมชมซุปเปอร์ระบบปฐมภูมิครบวงจร การให้บริการและดูแลผู้สูงอายุ การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการผ่านศูนย์ธาราบำบัดรักษาโรคเรื้อรัง โดยมี นพ.อรุณ สัตยาพิศาล ผู้อำนวยการ รพ.ระนอง และทีมสหวิชาชีพให้การต้อนรับ

นพ.จเด็จกล่าวว่า สปสช.ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการดูแลสุขภาพประชาชน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งระบบการแพทย์ทางไกลหรือเทเลเมดิซีนเป็นหนึ่งในรูปแบบบริการที่ สปสช.พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด เพราะเป็นรูปแบบบริการที่มีต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับการเดินทางไปโรงพยาบาล แต่สามารถให้การดูแลประชาชนได้เป็นวงกว้าง ลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วย ซึ่งในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าระบบเทเลเมดิซีนสามารถใช้งานได้จริง โรงพยาบาลต่างๆ ได้นำระบบนี้มาดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งในส่วนของผู้ป่วยโควิด-19 เอง และผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและไม่เหมาะที่จะมาโรงพยาบาล

“อย่างไรก็ตาม แม้การระบาดของโควิด-19 จะผ่านไปแล้ว แต่การใช้ระบบเทเลเมดิซีนในการดูแลประชาชนยังคงมีความสำคัญและจำเป็นในอนาคต ซึ่ง สปสช.ได้มีการต่อยอดด้วยการขยายกลุ่มโรคให้ผู้ให้บริการเทเลเมดิซีน จากเดิมที่รักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 เป็น 16 กลุ่มอาการที่เป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย รวมทั้งวางแนวทางในการขยายการดูแลไปสู่กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังในอนาคต” นพ.จเด็จกล่าว

เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า ระบบเทเลเมดิซีนจะเป็นประโยชน์ที่สุด เมื่อนำมาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เดินทางไปยังโรงพยาบาลลำบาก ตัวอย่างของ รพ.ระนอง ที่ได้นำระบบเทเลเมดิซีนมาช่วยในการดูแลประชาชนในพื้นที่เกาะและพื้นที่เฉพาะเช่นผู้ต้องขังในเรือนจำ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิในลักษณะที่ครบวงจร ซึ่งจะเป็นตัวอย่างในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิอื่นๆ ในอนาคต

Advertisement

ด้าน นพ.วุฒิชัย จ่าแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านปฐมภูมิ รพ.ระนอง กล่าวว่า จ.ระนอง เป็นเมืองที่มีเกาะต่างๆ หลายเกาะ ทำให้การดูแลผู้ป่วยตามเกาะ หรือการที่ผู้ป่วยจะเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นไปอย่างลำบาก เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางหลายต่อ บางครั้งเมื่อเกิดมรสุม ฝนตกหนักน้ำท่วม คนไข้ก็ไม่สามารถมาตามนัดหรือมาไม่ตรงเวลานัด

ขณะที่ในส่วนของเรือนจำ ก็จะมีข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์หลายอย่าง เช่น การนำผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องขังออกมาโรงพยาบาล ต้องมีคนขับรถ 1 คน มีพยาบาล 1 คน และมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนผู้ป่วยที่พาออกมาได้ครั้งละไม่เกิน 2-3 คน/วัน ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมากเทียบกับจำนวนผู้ต้องขังกว่า 2,000 คน

“ด้วยเหตุนี้ รพ.ระนอง จึงนำระบบเทเลเมดิซีนมาเสริมการให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น พยาบาลในเรือนจำสามารถคอนซัลท์แพทย์ของโรงพยาบาลได้ เมื่อมีความเร่งด่วนก็สามารถคอนซัลท์เข้ามาแล้วให้แพทย์ตรวจและวินิจฉัยอาการเบื้องต้นได้เลย และถ้าจำเป็นต้องพามาโรงพยาบาล ก็ให้ทางพยาบาลเรือนจำเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจสัญญาณชีพต่างๆ แล้วเมื่อพาผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลก็พบแพทย์เฉพาะทางได้เลยโดยไม่ต้องไปผ่านแผนกผู้ป่วยนอก ซึ่งโรคที่เจอส่วนมากจะเป็นโรคไส้เลื่อน โรคหัวใจ หอบหืด หรือแม้กระทั่งโรคโควิด-19

นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ต้องขังที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคเกาต์ ฯลฯ ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง ก็จะประสานพยาบาลเรือนจำให้รับประทานยาต่อหน้า มีการอบรม อสม. ในเรือนจำเพื่อช่วยในการดูแลสุขภาพเพื่อนผู้ต้องขัง ทำให้สามารถควบคุมอาการโรคได้ค่อนข้างดี” นพ.วุฒิชัยกล่าว

นอกจากนี้ นพ.วุฒิชัยกล่าวว่า ผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือน เม.ย.2565-ก.ย.2566 มีผู้ต้องขังในเรือนจำรับบริการผ่านระบบเทเลเมดิซีนทั้งหมด 873 ราย และส่งต่อพบแพทย์ในโรงพยาบาล 61 ราย หรือประมาณ ร้อยละ 6.98” นพ.วุฒิชัยกล่าว และว่า เช่นเดียวกับกลุ่มประชากรบนเกาะ พยาบาลที่อยู่บนเกาะก็จะประสานทางโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้น หากจำเป็นต้องมาโรงพยาบาลก็จะนัดวันแล้วเข้ามาพบแพทย์เฉพาะทางได้เลย ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ป่วย ไม่ต้องมาโรงพยาบาล 2 ครั้ง คือมาพบแพทย์ทั่วไปก่อนแล้วถึงมาพบแพทย์เฉพาะทางในครั้งที่สอง รวมทั้งการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุก็จะมีความสะดวกมากขึ้น เมื่อพยาบาลบนเกาะคอนซัลท์มา แพทย์ก็จะประเมินเบื้องต้นว่าสามารถรักษาบนเกาะได้เลยหรือไม่ หากรักษาได้ก็ทำการรักษา หากเกินศักยภาพก็นัดมาพบแพทย์เฉพาะทางได้เลย ไม่ต้องมาหลายรอบและไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอ

นพ.วุฒิชัยกล่าวว่า นอกจากระบบเทเลเมดิซีนแล้ว รพ.ระนอง ยังได้พัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิให้ครบวงจร โดยหน่วยปฐมภูมิของโรงพยาบาลจะเป็น PCU ที่ดูแลประชากรในพื้นที่ ต.เขานิเวศน์ อ.เมืองระนอง แต่ได้พัฒนาให้มีบริการครบถ้วน ตั้งแต่โครงสร้างอาคารสถานที่ ที่จอดรถ ห้องปฏิบัติการต่างๆ มีการนำระบบ paperless มาใช้ และเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดด้วยกัน เช่น เมื่อมีการตรวจวัดความดัน ตรวจแล็บต่างๆ ระบบก็จะส่งข้อมูลเข้าห้องตรวจเลย ว่าคนไข้ความดันเท่าไร ชีพจรเท่าไร อาการหายใจเป็นอย่างไร จากนั้นก็ส่งผู้ป่วยไปตามระบบการดูแล 5 กลุ่มวัย ซึ่งด้วยการจัดระบบลักษณะนี้ ทำให้ระยะเวลาในการรับบริการลดลง จากเดิมประมาณ 1 ชั่วโมง เหลือไม่เกิน 30-35 นาที ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยพึงพอใจอย่างมาก