รวบหนุ่มจีนจับสาวมัดมือเท้าขึ้นรถหวังเรียกค่าไถ่ เหยื่อสบโอกาสช่วงรถชนบนทางด่วนหนีรอด

14.09.23 | 22:43 น.

รวบหนุ่มจีนจับสาวมัดมือเท้าขึ้นรถหวังเรียกค่าไถ่ เหยื่อสบโอกาสช่วงรถชนบนทางด่วนหนีรอด

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ตำรวจ สน.ทางด่วน 2 เข้าควบคุมตัวนายจ้าว อู่ หลิน สัญชาติจีน อายุ 36 ปี และช่วยเหลือผู้หญิงสัญชาติจีน ที่อยู่ในสภาพถูกเชือกมัดมือมัดเท้าไว้ในรถ ที่ทางลงด่วนพระราม 9 สอบถามนายสมพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 12.00 น. ที่ผ่านมา กำลังขับรถลงทางด่วนพระราม 9 เป็นช่วงที่จังหวะรถติดมีรถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส ทะเบียน 6 กฎ 847 ขับพุ่งมาชนท้าย จากนั้นตนลงรถมาดูสภาพรถพร้อมคนขับรถคู่กรณี โดยคนขับรถคันดังกล่าวคือนายจ้าว อู่ หลิน ที่ถูกควบคุมตัวไว้ พูดภาษาไทยไม่ได้ก่อนเดินวนดูโดยรอบรถท่าทางปกติไม่มีท่าทีร้อนรนหรือโมโหแต่อย่างใด ก่อนที่ชายคนดังกล่าวบอกกับตนว่าขอให้คิดค่าเสียหายพร้อมจะจ่ายเงินสดให้เพื่อให้เรื่องจบ แต่ตนบอกไปว่าขอให้พูดคุยผ่านทางประกันดีกว่า

นายสมพงษ์กล่าวว่า จากนั้นไปกดสัญญาณเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วนก่อนขึ้นไปนั่งบนรถเพื่อโทรเรียกประกัน ตอนนั้นไม่ทราบเหตุการณ์บริเวณด้านล่างว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วนเดินทางมาถึงพร้อมกับพารถของตนและรถคู่กรณีลงไป สน.ทางด่วน 2 ก่อนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทางด่วน 2 มาจับชายชาวจีนคนดังกล่าวทันที ทำให้ตนตกใจอย่างมากว่าเกิดอะไรขึ้น จนทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าระหว่างที่ตนนั่งอยู่ในรถเพื่อโทรเรียกประกันนั้น มีหญิงชาวจีนคนหนึ่งวิ่งลงมาจากรถนายจ้าว และเรียกแท็กซี่ที่อยู่บนทางด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำให้ยิ่งตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะในระหว่างที่ตนกับคู่กรณีอยู่บนทางด่วนและกำลังตรวจสอบรถอยู่นั้นก็ไม่เห็นว่าจะมีพิรุธหรือจะสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงชาวจีนอยู่ภายในรถแม้กระทั่งจะเปิดกระจกรถออกมานั้นก็ไม่สังเกตเห็นแต่อย่างใด

ต่อมาตำรวจ สน.ทางด่วน 2 ประสานตำรวจ สน.มักกะสัน มารับตัวชายชาวจีนและหญิงชาวจีน เพื่อดำเนินการสอบปากคำ ตรวจสอบเบื้องต้นบริเวณเบาะหลังของรถที่นายจ้าวขับขี่มานั้นมีเชือกวางอยู่บริเวณเบาะหลังฝั่งตรงข้ามกับคนขับและมีขวดน้ำส้มวางอยู่ที่บริเวณช่องใส่ของประตูที่นั่งฝั่งข้างคนขับห่อกระดาษทิชชู 2 ห่อ อยู่ที่เบาะหน้าที่นั่งฝั่งข้างคนขับและทิชชูอีกห่อหนึ่งวางอยู่บริเวณที่นั่งเบาะหลังฝั่งคนขับ และเสื้อคลุมพาดอยู่ที่เบาะหลัง

สำหรับนายจ้าว อู่ หลิน พบข้อมูลจากพาสปอร์ตว่ามาจากมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีบัตรอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวในราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งบัตรดังกล่าวทำตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา และบัตรจะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2566

Advertisement

ต่อมา พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. เดินทางมาสอบปากคำผู้ต้องหาชาวจีน ร่วมกับ พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1, พ.ต.อ.เสนาะ พูนเพชร รรท.ผกก.สน.มักกะสัน

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวว่า สอบสวนพบว่าหญิงสาวชาวจีน อายุ 27 ปี มีอาชีพเป็นนายหน้าหาคนไปศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี เดินทางเข้าประเทศไทยหลายครั้งโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว ล่าสุดพบเดินทางเข้าประเทศเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเดินทางไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีและกลับมาพักผ่อนที่ประเทศไทย ก่อนจะมีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับคนร้ายผ่านแอพพลิเคชั่นเทเลแกรมพูดคุยทำความรู้จักกันประมาณ 10 วัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ก.ย. นัดเจอกับชายชาวจีนร่วมรับประทานร่วมกันที่ร้านอาหารปิ้งย่างแห่งหนึ่ง

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวต่อว่า ภายหลังผู้เสียหายทานอาหารและดื่มสุราไปสักระยะรู้สึกมึนศีรษะก่อนจะจำความอะไรไม่ได้ จนช่วงเช้าหญิงสาวผู้เสียหายตื่นมาที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง ซึ่งเป็นที่พักของชายชาวจีน อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าเมื่อตั้งสติได้ฝ่ายชายบอกจะพาไปทานอาหาร และพาไปเที่ยวที่พัทยา จ.ชลบุรี จากนั้นชายคนร้ายพาผู้เสียหายมาขึ้นรถยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุไปซื้ออาหารที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยก่อนหน้านั้นหญิงสาวนั่งคู่กับผู้ก่อเหตุที่เบาะหน้าแต่ซื้ออาหารแล้วก็ย้ายไปนั่งที่เบาะหลังเพื่อทานอาหาร

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวอีกว่า ขณะนั้นคนร้ายพูดจาข่มขู่ และบีบคอหญิงสาวผู้เสียหาย พร้อมขับรถไปยังพื้นที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง ก่อนใช้เชือกมัดมือมัดเท้าขู่เรียกค่าไถ่ 200,000 หยวน หรือประมาณ 1 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายไม่มีเงินจึงติดต่อเพื่อนให้โอนเงินมาให้โดยได้เงินมาประมาณ 50,000 หยวน หรือ ประมาณ 250,000 บาท มีการโอนเข้าบัญชีเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะตกลงกับหญิงสาวเพื่อพาไปกดเงินและแลกเป็นเงินไทย จากนั้นก็ขับรถขึ้นทางด่วน บริเวณด่านศรีนครินทร์ มุ่งหน้าไปทางห้วยขวาง ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนขึ้น

รอง ผบช.น.กล่าวว่า จากภาพวงจรปิดจะเห็นว่าหลังจากเฉี่ยวชนกันบนทางด่วนแล้ว คนร้ายเดินออกมาเพื่อพูดคุยกับคู่กรณี แต่เนื่องจากคนร้ายมัดมือมัดเท้าไม่แน่น หญิงสาวจึงปีนมาจากเบาะหลัง ข้ามมายังฝั่งประตูหน้าด้านคนขับ จากนั้นวิ่งหนีออกมา ไปขอความช่วยเหลือจากรถแท็กซี่คันสีเหลือง ก่อนที่ตำรวจ บก.จร.จะได้รับแจ้งและตรวจสอบกล้องวงจรปิดจนพบรถคนร้ายที่ขับลงมาจากทางด่วนเพื่อไกล่เกลี่ยค่าเสียหายกับรถของคู่กรณี จนถูกจับกุมโดยพบของกลางเงินสด 100,000 บาท และเงินสกุลต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง พร้อมเชือกที่ใช้มัดหญิงสาว

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวว่า ตรวจสอบประวัติคนร้ายชาวจีนคนดังกล่าวรับว่าทำอาชีพเป็นคนขับรถอยู่ที่ดูไบ เดินทางมาจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าประเทศไทยมาแล้ว 4 ครั้ง ล่าสุดเข้าประเทศไทยมาเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา และลงมือก่อเหตุทันที โดยเชื่อว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำเพียงคนเดียวเพราะหลังจากที่พูดคุยกับหญิงสาวผู้เสียหายแล้ว คนร้ายเชื่อว่าหญิงคนดังกล่าวเป็นคนมีเงิน จึงก่อเหตุเรียกค่าไถ่ เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับแก๊งจีนเทาแต่อย่างใด หลังจากนี้จะประสานกับเจ้าหน้าที่สถานทูตจีน เพื่อตรวจสอบว่าเคยมีประวัติอาชญากรรมที่ประเทศจีนหรือไม่ ส่วนรถที่คนร้ายใช้นั้นเป็นรถเช่ามาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน วันละ 5,000 บาท และวันนี้คือวันครบกำหนดในการคืนรถ เบื้องต้นตำรวจจะแจ้งข้อหา เรียกค่าไถ่, หน่วงเหนี่ยวกักขัง, ทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ และข้อหาอนาจาร โดยต้องรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายก่อนจึงจะแจ้งข้อหาข่มขืนเพิ่มเติมได้ต่อไป หลังจากนี้จะคุมตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีและพาไปฝากขังศาลอาญารัชดาต่อไป