เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 17 กันยายน ที่พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) พล.ต.ต.ฐากูร นิ่มสมบุญ ผบก.ทท.2 ข้าราชการ บช.ทท. ภ.5 ตม. ททท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นเรื่องการท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมการกระทำความผิดในคดี 10 กลุ่มต้องห้ามไกด์ชาวต่างชาติผิดกฎหมายและความผิดอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
พล.ต.ท.สำราญกล่าวว่า สืบเนื่องจากวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมผู้บังคับบัญชาในงานป้องกันปราบปรามของหน่วยปฏิบัติทั่วประเทศ กำชับการดำเนินการตามมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และวางแผนการดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทย ด้วยการ “วีซ่า-ฟรี” (ยกเว้นวีซ่า) หรือเดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวจีนกับคาซัคสถาน ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือน ก.ย.จนถึงปลายเดือน ก.พ.67
พล.ต.ท.สำราญกล่าวอีกว่า จากการที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ประเมินข้อมูล สถานการณ์นักท่องเที่ยว ภายหลังจากที่มีมติในเรื่องฟรีวีซ่า ประกอบกับเป็นช่วง High Season หรือฤดูท่องเที่ยวของไทย จากกรมการท่องเที่ยวคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยสถิติในปี’66 ณ ขณะนี้ตั้งแต่ต้นปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยแล้วจำนวน 18.6 ล้านคน และคาดว่าในช่วงต่อจากนี้ซึ่งเป็นช่วง High Season จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 9.2 ล้านคน และด้วยนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้นอีก 3 แสนคน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงเล็งเห็นว่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่มีจำนวนกำลังพลของหน่วยอยู่ประมาณ 1,800 นาย ซึ่งไม่เพียงพอในการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่ตามแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว หรือเรียกว่าวงจรการท่องเที่ยวทั่วประเทศ จำเป็นต้องมีการสนับสนุนการปฏิบัติจากหน่วยปฏิบัติพื้นที่ วันนี้จึงได้เชิญผู้เกี่ยวข้องประชุมเพื่อกำหนดมาตรการในการทำงาน ยกระดับการป้องกันเหตุ ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยบูรณาการระหว่างตำรวจท้องที่ ทั้ง นครบาล ตำรวจภูธรจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตำรวจสอบสวนกลาง เช่น ตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง ซึ่งจะต้องวางแผนการทำงานร่วมกันตั้งแต่ด้านข้อมูลข่าวสาร เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานมาจัดทำแผนการตรวจร่วมกัน ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติมีประสิทธิภาพ มีความสอดคล้องกัน ไม่ซ้ำซ้อน ของหน่วยงานในพื้นที่และหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติ
ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ทาง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ มอบให้ บช.ท่องเที่ยวเป็นกลไกหลัก ในการรับแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1155 ซึ่งมีความพร้อมเพราะมีเจ้าหน้าที่ล่าม 5 ภาษา นอกจากนี้ บช.ท่องเที่ยวยังมีแอพพลิเคชั่น Tourist police i lert u ให้สำหรับนักท่องเที่ยวได้ติดตั้ง สำหรับคอยช่วยเหลืออีกด้วย นอกจากมาตรการยกระดับในการป้องกันเหตุแล้ว ในส่วนการรับแจ้งเหตุ ทั้งเรื่องของการขอความช่วยเหลือ หรือบริการต่างๆ กับนักท่องเที่ยว จะมีการพัฒนาด้วยเช่นกัน เพื่อให้ระบบของ 191 (รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน) และ 1155 (ตำรวจท่องเที่ยว) สามารถเชื่อมต่อประสานการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว เสริมศักยภาพในการบริหารจัดการเหตุได้ดีขึ้น
จึงสั่งการไปยังทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ ให้เตรียมความพร้อมการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น จะต้องบริหารจัดการแผนการตรวจของสายตรวจในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยให้มีการบูรณาการกำลังในสังกัด ร่วมกับฝ่ายปกครอง และหน่วยเกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมทั้งยังได้กำชับให้เพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และเสริมการตรวจป้องกันอาชญากรรมให้กับสถานีตำรวจที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเพิ่มมากขึ้น ทุกหน่วย ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจที่อยู่ในวงจรการท่องเที่ยวต้องช่วยกันดูแลและสร้างจิตสำนักของการเป็นเจ้าของบ้านที่ดีคือ สะดวก มาตรฐานปลอดภัย และประทับใจ ทำอย่างไรให้เมื่อเขามาเที่ยวบ้านเราแล้ว อยากจะกลับมาอีก

