บอร์ด สปสช.เคาะงบบริการผู้ป่วยกองทุนบัตรทอง ปี 61 รวม 1.2 แสนล้านบาท

6.01.17 | 17:11 น.

เมื่อวันที่ 6 มกราคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ “ข้อเสนองบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561 และกรอบงบประมาณปี 2562” โดยการจัดทำข้อเสนอนี้เป็นไปตามมติ บอร์ด สปสช.เมื่อวันที่ 8พฤศจิกายน 2559 ที่ให้นโยบายจัดทำงบประมาณกองทุนฯ ปี2561-2562 เชื่อมโยงกับทิศทางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป้าประสงค์การพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยงบประมาณกองทุนฯ ที่เสนอครั้งนี้รวมทั้งหมดในปี 2561 ทั้งงบเหมาจ่ายรายหัว งบนอกเหมาจ่ายรายหัว และงบค่าบริการกรณีผลงานปี 2556-2559 รวมเป็นจำนวนงบประมาณที่เสนอทั้งสิ้น 184,744.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 จากปี 2560

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สำหรับงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2561 ได้เสนองบประมาณเฉพาะเงินเหมาจ่ายรายหัวให้บริการผู้ป่วย รวมทั้งเงินเดือนบุคลากรจำนวน 164,675.24 ล้านบาท หรือ 3,374.70 บาทต่อประชากร คำนวณประชากรผู้มีสิทธิ 48.797 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 12,904.56 ล้านบาท หรือ 224.47 บาทต่อประชากร คิดเป็นร้อยละ 8.5 ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลให้ต้องปรับเพิ่มงบกองทุนฯ ในปี 2561 นี้ เป็นผลจากต้นทุนบริการ ปริมาณการใช้บริการ และขอบเขตการบริการรวมถึงนโยบายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งงบประมาณดังกล่าวเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรจำนวน 43,828.28 ล้านบาท คงเหลือเป็นงบประมาณที่เข้าสู่กองทุนฯ จำนวน 120,846.96 ล้านบาท

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ส่วนงบประมาณนอกเหมาจ่ายรายหัว นำเสนอรายละเอียดดังนี้ 1.งบบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,418.20 ล้านบาท 2.งบบริการสาธารณสุขไตวายเรื้อรัง จำนวน 8,332.32 ล้านบาท 3.งบบริการสาธาณสุขเพื่อควบคุมป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง 1,356.46 ล้านบาท 4.ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,490.29 ล้านบาท 5.ค่าบริการสาธาณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 1,159.20 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณนอกเหมาจ่ายรายหัวทั้งสิ้น 15,756.47 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 1,754.13 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.5 จากปัจจัยต้นทุนการบริการ ปริมาณการใช้บริการ และขอบเขตบริการและนโยบายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีค่าบริการกรณีผลงานปี 2556-2559 เกินเป้าหมายที่ได้รับงบประมาณอีกจำนวน 4,312.50 ล้านบาท

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สำหรับการจัดทำงบประมาณกองทุนฯ ในปี 2561 ได้มีการจัดทำที่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2560อาทิ ปรับงบประมาณสำหรับบริการเจ็บป่วยฉุกเฉิน (EMCO) สีแดง จากการจ่ายด้วยดีอาร์จี เป็นการจ่ายตามราคากลาง (Fee schedule) จำนวน 4.48 บาท/ประชากร, รายการวัณโรคเน้นขยายการค้นหาไปยังกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้ต้องขัง, ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย เพิ่มอัตราการใช้ยาสมุนไพรในสถานพยาบาลเป็น 2 เท่าจากผลบริการเดิม วงเงิน 0.35 บาท/ประชากร, เพิ่มรายการค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว สอดคล้องกับมาตรา 258 ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เน้นบริการในเขตเมืองใหญ่ จำนวน 240 ล้านบาท, ปรับประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการ 3 รายการ ได้แก่ บริการไตวายเรื้อรัง, บริการหัตถการขยายหลอดเลือดหัวใจ และบริการเปลี่ยนข้อเข่า เป็นต้น