‘ซุปเปอร์บอร์ด’ ซอฟต์เพาเวอร์ คิกออฟ 3ต.ค.ปลุกเศรษฐกิจ

‘ซุปเปอร์บอร์ด’ ซอฟต์เพาเวอร์ คิกออฟ 3 ต.ค.ปลุกเศรษฐกิจ

การขับเคลื่อนซอฟต์เพาเวอร์ไทยของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่230/2566 แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ จำนวน 29 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ น.ส.แพทองธาร เป็นรองประธานกรรมการ และ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ

ส่วนรายชื่อกรรมการโดยตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

อีกทั้งยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมือง แวดวงธุรกิจ วงการภาพยนตร์ วงการอาหาร เข้ามาเป็นกรรมการด้วย เช่น น.ส.กมลนาถ องค์วรรณดี นักออกแบบแฟชั่น หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ นายชุมพล แจ้งไพร เชฟชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหารและแปรรูปอาหาร

Advertisement

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานที่ปรึกษานโยบายด้านกีฬา พรรคเพื่อไทยและนายกสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แกนนำกลุ่มแคร์ ที่เป็นกรรมการและเลขานุการบอร์ดยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ

กรรมการชุดนี้ถูกขนานนามว่า “ซุปเปอร์บอร์ดซอฟต์เพาเวอร์” มีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่ง 5 ด้าน คือ 1.กำหนดยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศ 2.เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายและทิศทาง 3.เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดให้มี

ปรับปรุงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 4.เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติ และ 5.รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและพิจารณามีมติเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยงานเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศ

น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้อธิบายถึงการผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยสรุปว่า “หัวใจของการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์ในครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อุตสาหกรรม และศักยภาพของคน สำหรับการพัฒนาศักยภาพของคนจะอยู่ในนโยบาย OFOS-One Family One Soft Power : นโยบายพัฒนาศักยภาพคน พัฒนาคนให้มีสกิลสร้างสรรค์ ขยับทักษะแรงงานไทยให้มีทักษะแรงงานขั้นสูง ส่วนอุตสาหกรรมจะตั้ง THACCA (Thailand Creative Content Agency) : องค์กรพัฒนาอุตสาหกรรม โมเดลเดียวกับ KOCCA ในเกาหลีใต้ หรือ TAICCA ไต้หวัน โดยมีเป้าหมายพาประเทศพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง”

ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขานุการบอร์ด เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม จะมีการประชุมบอร์ดที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการและจะมีการจัดตั้งบอร์ดบริหารที่ทำหน้าที่คอยขับเคลื่อนดำเนินการในเรื่องต่างๆ มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นประธานบอร์ด ส่วนคณะกรรมการจะประกอบด้วยตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ และจะมีการตั้งอนุกรรมการเป็นด้านๆ ไป สำหรับซอฟต์เพาเวอร์ในระดับประเทศจะมีการผลักดันให้เกิดเป็นเทศกาลเฟสติวัล สร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งเทศกาล เหมือนกับเมืองเอดินบะระ ของประเทศ

สกอตแลนด์ ที่มีคนเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นลำดับรองลงมากจากฟุตบอลโลกและโอลิมปิก ส่วนประเทศไทยเทศกาลที่เห็นได้ชัด คือ สงกรานต์ ถือเป็นเดือนแห่งวอเตอร์เฟสติวัล ส่วนต่อไปอาจจะมีจัดเทศกาลอื่นตลอดทั้ง 12 เดือนก็เป็นได้

นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งองค์กรของรัฐขึ้นมาชื่อว่าทักก้า เพื่อดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ทั้งเรื่องงบประมาณและขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ เช่น ปัจจุบันใครอยากจัดเทศกาลดนตรีก็ต้องติดต่อหลายๆ หน่วยงาน บางครั้งก็ติดขัดปัญหา แต่ต่อไปสามารถติดต่อทักก้าได้โดยตรงทุกอย่างจะจบครบแบบวันสต๊อปเซอร์วิส

ส่วนเรื่อง 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์ ที่หลายคนให้ความสนใจนั้น ใน 100 วันแรกหลังการประชุมบอร์ดจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียน ก่อนจะมีกระบวนกลั่นกรองและคัดเลือก โดยจะเริ่มจากการดูว่าครอบครัวไหนมีบุคคลที่มีความสามารถอะไร ต้องการประกอบอาชีพอะไร ก็จะส่งไปอบรมยังโรงเรียนสารพัดช่างใกล้ๆ แต่หากคนไหนมีความสามารถมากกว่านั้น มีพรสวรรค์ เช่น ต้องการเป็นเชฟ การอบรมในสถาบันสอนอาหารมีค่าใช้จ่ายหลักแสนหลักล้าน ตรงส่วนนี้ก็จะฟรีทั้งหมด

โครงสร้างและการเดินหน้าของซอฟต์เพาเวอร์จะชัดเจนขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคมเป็นต้นไป

ขณะที่ทิศทางของบอร์ดขับเคลื่อนซอฟต์เพาเวอร์ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล หรือ คุณชายอดัม อีกหนึ่งในบอร์ด กล่าวว่า การจะผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ของไทยมีเรื่องที่ต้องทำหลายอย่าง ทั้งนี้ การแต่งตั้งเพิ่งจะมีขึ้นได้ไม่กี่วัน คณะกรรมการจึงยังไม่ได้เริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่จะมีการพบปะพูดคุยกันเพื่อวางแนวทางในวันศุกร์ที่ 22 กันยายนนี้

อย่างไรก็ดี ในความเห็นส่วนตัว ถ้าพูดเฉพาะส่วนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็ต้องดูทั้งเรื่องอิสรภาพในการทำงาน กลไกการพิจารณาภาพยนตร์ สวัสดิภาพแรงงาน การขยายตัวของตลาด การสร้างรายได้ การหาผู้ร่วมทุน กระบวนการขั้นตอนการถ่ายทำ การลดคอร์สผ่านเทคโนโลยีโดยที่คนทำงานยังได้รายได้ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งบางเรื่องต้องสนับสนุน ขณะที่บางเรื่องอย่างกฎหมายบางข้อก็ต้องแก้ไข

“กฎหมายที่ล้าหลัง ไม่จำเป็น หรือกฎหมายที่ยับยั้งไม่ให้เราสามารถที่จะผลักดันอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะให้เกิดอิทธิพลในต่างประเทศได้ดี” คือสิ่งที่ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรียกตัวอย่าง พร้อมยังบอกด้วยว่า หลังจากนี้เชื่อว่าจะมีคนเก่ง คนมีความรู้ช่วยเสนอความเห็น รวมถึงวิธีการต่างๆ เข้ามา ซึ่งก็จะรับฟังเพื่อนำมาเป็นข้อมูลดำเนินการ

ม.ร.ว.เฉลิมชาตรียังบอกอีกว่า เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยดี ระบบการทำงานบางอย่างของราชการก็น่าจะต้องมีการแก้ไข ทุกๆ รัฐบาลสิ่งที่ยากจริงๆ ไม่ใช่การคิด คิดให้ดีใครๆ ก็คิดได้ แต่ผ่านกลไกระบบราชการ ระบบระเบียบ การตรวจรับงานและอื่นๆ ที่เป็นตัวชะลอการทำงาน อันนี้คือสิ่งที่จะต้องแก้ ถ้าประเทศต้องเดินหน้า แต่ระเบียบทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ประเทศก็หยุดชะงัก ซึ่งซุปเปอร์บอร์ดเหล่านี้ต้องเข้าไปแก้ปมเชือก เข้าไปทำให้กระบวนการทำงานเดินหน้า

ด้าน นายชุมพล แจ้งไพร หรือเชฟชุมพล หนึ่งในบอร์ดอีกคน กล่าวว่า ในฐานะกรรมการกลุ่มอาหารที่จะวางยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อผลักดันอาหารไทยรูปแบบใหม่ คือการจัดการบริหารแบบใหม่ มุมมองการตลาดแบบใหม่ให้เท่าทันกับยุคสมัย เพื่อให้อาหารไทยมีความยั่งยืน อีกทั้งยังจะมีการรักษา วิจัย และพัฒนาส่งเสริมอาหารไทยซึ่งเป็นสมบัติของชาติ

เราจะใช้อาหารไทยเป็นอาวุธในการลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ คนปลูกยั่งยืน คนกินยั่งยืน และโลกยั่งยืนทั้งหมดคือ 5 ข้อหลัก ที่นำเสนอยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาอาหารไทย ผสานกับความรู้ และประสบการณ์ในแวดวงอาหารไทยกว่า 40 ปี มาแชร์และมาใช้ในการทำหน้าที่นี้ โดยจะผลักดันตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เป็นการผนึกกำลังสร้างความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมอาหารไทย เรียกได้ว่าเรามีวัฒนธรรมอาหารไทยประจำชาติ

“แม้อาหารไทยจะมีหลากหลายวัฒนธรรม แต่ความเป็นรากเหง้าของอาหารไทยไม่เลือนหาย อาหารไทยเป็นท็อปทรีอินเดอะเวิลด์ ระดับเวิลด์คลาส เพราะฉะนั้นต้องส่งเสริมอย่างยิ่งตั้งแต่การเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นทำอาหารไทยอย่างไรให้ยั่งยืน ตั้งแต่ระดับชุมชน ไปจนถึงระดับโลก เช่น ร้านอาหารไทยในต่างประเทศจะต้องมีศักยภาพอย่างไร

เราจะต้องให้ทุกคนเข้าถึงโครงการนี้ทุกภาคส่วน ฐานรากระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารระดับใหญ่ เวลาทำซอฟต์เพาเวอร์บางครั้งก็ต้องรวมทั้ง 10 ซอฟต์เพาเวอร์เข้าด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วอาหารกับท่องเที่ยวนั้นไปด้วยกัน เปรียบ 2 สิ่งนี้เป็นเหมือนเครื่องบิน มีปีกซ้าย ปีกขวา ซึ่งถ้ามีปีกเดียวบินไม่ได้ อุตสาหกรรมอาหารและท่องเที่ยวในประเทศเราต้องบอกว่า คิดว่าเป็นหัวหอกของซอฟต์เพาเวอร์ประเทศไทย” เชฟชุมพลระบุ

เชฟชุมพล กล่าวอีกว่า สำคัญที่สุดที่ตั้งใจและจะมีการนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และคุณอุ๊งอิ๊ง คือ 1 หมู่บ้าน 1 เชฟอาหารไทย เราจะสร้างเชฟอาหารไทยมืออาชีพ 1 หมู่บ้านต่อ 1 คน สามารถทำอาหารในประเทศไทยและทั่วโลก เราต้องสร้างทรัพยากรมนุษย์ ศึกษาวิจัย พัฒนา ประชาสัมพันธ์การตลาด 3 สิ่งนี้ต้องไปพร้อมๆ กัน ภาครัฐ ภาคเอกชนก็ต้องร่วมมือกันเนื่องจากเป็นวาระที่ใหญ่ที่สุดหากทำได้เศรษฐกิจก็จะเกิดการหมุนเวียน

ในวันนี้อาหารไทยต้องบอกว่า ทั่วโลก No body say no และเชื่อว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่ทำอาหารไทยดีมากกว่าคนไทย เราจะมีการนำเสนอนโยบายนี้ต่อนายกฯเพื่อเริ่มต้นได้เลยทุกอย่าง ทุกกระบวนการ เราจะใช้หน่วยงานตั้งแต่สถานบันการศึกษาทั่วทั้งประเทศที่มีการเรียนการสอนเรื่องอาหาร เพื่อที่จะช่วยขับเคลื่อนโดยผ่านกลไกของกองทุนหมู่บ้าน เพราะเราอยากจะเก็บโอกาสตรงนี้ไปให้ชาวบ้านที่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนทำอาหารที่ต้องเสียเงินเป็นแสนบาท เราจะนำทุกอย่างที่เราทำสำเร็จแล้วไปต่อยอด ไปกระจาย นี่คือสิ่งที่เราเตรียมจะนำเสนอให้เหล่าคณะกรรมการพิจารณาร่วมกัน

จับตาซุปเปอร์บอร์ดชุดนี้ผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ไทยสู่ระดับโลก

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image