การพัฒนาด้านสาธารณสุขของประเทศไทยในช่วงเวลา 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2519-2559 ก่อเกิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยมากมาย แม้หลายอย่างอาจมีข้อขัดข้อง แต่นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทั้งในแง่ “การให้บริการ” และ “การรับบริการ” ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค
หากถามบุคลากรในแวดวงสาธารณสุขว่า ตลอดเวลา 40 ปี การสาธารณสุขของไทยมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ก็พอจะเห็นภาพ ดังนี้
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า สำหรับประเทศไทยจุดเริ่มของระบบสาธารณสุขเริ่มขึ้นในปี 2520 หลังองค์การอนามัยโลกมีมติร่วมกันว่า การมีสุขภาพดี ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนพึงได้รับ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขณะนั้นที่ประชุมองค์การอนามัยโลกได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกเป็นผู้รับผิดชอบ และจัดหากลวิธีที่เหมาะสม เพื่อให้สุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543 และจากการที่ประเทศไทยได้ร่วมประชุมองค์การอนามัยโลก Alma Ata ประเทศรัสเซีย ปี 1978 เรื่องสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) ประเทศไทยจึงได้ร่วมลงนามในกฎบัตรเพื่อพัฒนาทางสุขภาพ
นพ.โสภณอธิบายว่า ประเทศไทยตื่นตัวมาก กลยุทธ์สำคัญขณะนั้นคือ งานสาธารณสุขมูลฐานที่ต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพดี และการจะมีสุขภาพดีต้องมีความรู้ ซึ่งขณะนั้นถือว่ายาก ในการเข้าถึงผู้คนและสร้างองค์ความรู้เหล่านี้ จึงต้องมีการยกระดับขึ้นมา โดยต้องหาตัวแทน เรียกว่า “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน” หรือ อสม. ซึ่งขณะนั้นบุคคลสำคัญ คือ นพ.อมร นนทสุต ที่เป็นผู้วางรากฐานสาธารณสุขมูลฐาน ทำให้ อสม.มีส่วนช่วยงานด้านการส่งเสริมป้องกันโรคมากมาย ทั้งการรณรงค์คุมกำเนิด การป้องกันโรคต่างๆ เป็นต้น ต่อมาปี 2522
ก่อตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน” มีภารกิจ 3 ก. คือ กำลังคน กองทุน และการบริหารจัดการ ซึ่ง อสม.มีส่วนสำคัญมาก ถือเป็นนโยบายที่ยิ่งใหญ่มาก
“จนวันนี้ก็ยังมี อสม.ที่ช่วยเหลืองานมาโดยตลอด หลังจากนั้นช่วงปี 2528-2530 เป็นปีแห่งการรณรงค์คุณภาพชีวิตแห่งชาติ มีกระบวนการพัฒนาจากล่างสู่บน ใช้เครื่องมือความจำเป็นพื้นฐาน หรือ จปฐ. บูรณาการ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ โดยส่งเสริมให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เกิดเป็นโครงการหมู่บ้านพึ่งตนเองทางสาธารณสุขมูลฐานขึ้น
จากนั้นก็มีการพัฒนา เกิดเป็นกฎหมายในการควบคุมและส่งเสริมป้องกันโรค อาทิ พ.รบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 (สสส.) พ.ร.บ.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการรักษา ลดการล้มละลายจากการเจ็บป่วย ต่อมาปี 2555 ก็มีเรื่องการจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan)” นพ.โสภณกล่าว
อย่างไรก็ดี นพ.โสภณกล่าวว่า เมื่อนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งโดดเด่น อีกด้านก็จะแผ่วลง หมายความว่า ในขณะที่เราต่างให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาโรค แต่อีกด้านหนึ่งอาจละเลยหรือยังไม่มีความเข้มแข็งในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ล่าสุดจึงต้องกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคโดยเฉพาะ โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์แห่งความเป็นเลิศ 4 เรื่อง ซึ่งอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2560 คือ 1.ส่งเสริมป้องกันเป็นเลิศ 2.การบริการเป็นเลิศ 3.กำลังคนหรือบุคลากรเป็นเลิศ และ 4.บริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลเป็นเลิศ ขณะนี้ สธ.จึงมีนโยบายไม่ลดประสิทธิภาพในการรักษา แต่จะสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น และมีแผนงานชัดเจน เช่น การดูแลตามกลุ่มวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน และวัยสูงอายุ พร้อมกันนี้ได้แตกยอด อสม. เกิดเป็นอาสาสมัครครัวเรือน (อสค.) โดย 1 ครอบครัว จะต้องมี 1 คน เป็นแกนนำคอยดูแลสมาชิกในครอบครัวได้ เช่น ใน 1 บ้าน มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคไต จะต้องมีญาติ 1 คน ที่พาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล และมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยในบ้าน ที่ผ่านมามี อสค.ประมาณ 1 หมื่นคนที่ร่วมกิจกรรมนี้ และในปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นไปตั้งเป้าจะต้องมี อสค.ราว 5 แสนคน เพื่อเสริมงานสาธารณสุขมูลฐาน
นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการ สธ.มีความเห็นว่า ระบบสาธารณสุข ณ ขณะนี้ไม่ทันต่อสถานการณ์ ทั้งโครงสร้าง การบริหารจัดการ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะ 30-40 ปีก็ไม่เปลี่ยน เพราะยังเน้นรูปแบบการให้บริการรักษามาโดยตลอด เห็นได้จากการลงทุนจัดซื้อเทคโนโลยีทางการแพทย์ เครื่องมือใหม่ๆ ยาใหม่ๆ โดยลืมการป้องกัน ทั้งๆ ที่ดีกว่าการรักษา แต่กลับไม่เคยให้ความสำคัญ
“หลายครั้งที่ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจจะชูเรื่องนี้ แต่ความเป็นจริง ทำไม่ได้ หลายครั้งเราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่เคยทำจากฐานราก ทำให้ห่างไกลการมีสุขภาพดี แต่หากเราทำเหมือนการดูแลต้นไม้ เริ่มดูแลจากราก จะทำให้ต้นไม้แข็งแรงได้” นพ.มงคลกล่าว
เมื่อถามว่า การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ควรดำเนินการผ่าน 3 กองทุนสุขภาพ ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือไม่ นพ.มงคลบอกว่า หากมองแค่ 3 กองทุนสุขภาพไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้ เพราะทั้ง 3 กองทุนเน้นแต่การรักษา
“ผมมองว่า การจะแก้ปัญหาระบบสาธารณสุข เราต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ไม่มุ่งสร้างตึก แต่ต้องกลับมาที่คน ทำอย่างไรไม่ให้เจ็บป่วย ยกตัวอย่าง สุขภาพช่องปาก หากดูแลดีจะลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิต ลองสำรวจดูช่องปากคนไทย ส่วนใหญ่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้นำไปสู่โรคอื่นๆ ได้” นพ.มงคลกล่าว และว่า กรณี สธ.มีนโยบายสร้าง “ทีมหมอครอบครัว” เพื่อทำงานเชิงรุกเข้าถึงทุกครัวเรือนนั้น เอาเข้าจริงทีมหมอครอบครัวไม่ได้ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี เพราะการจะทำให้ประชาชนสุขภาพดี ต้องมาจากความตั้งใจของตัวเขาเอง สำหรับวิธีการที่จะทำให้ประชาชนตั้งใจดูแลสุขภาพของตัวเองนั้น เสนอว่าให้กระจายอำนาจลงสู่ชุมชน หรือท้องถิ่นดำเนินการกันเอง แต่มีส่วนกลางให้การสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการจะดีกว่า
นายจอน อึ๊งภากรณ์ ที่ปรึกษากลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ มองว่า ความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพทั้ง 3 กองทุนยังคงมีอยู่ หากรวม 3 กองทุน การจัดบริการจะได้มาตรฐานเดียวกัน การรักษาพื้นฐานเหมือนกัน ยกเว้นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ ด้วย ซึ่งจะลดปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลในระบบสุขภาพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสิทธิสวัสดิการข้าราชการที่สูงกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท/ปี แต่ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด โดยเฉพาะการให้ประกันภัยเอกชนเข้ามาบริหาร น่าเป็นห่วงมาก
“ผู้ประกันตนทุกวันนี้ต้องจ่าย 2 เด้ง ทั้งจ่ายเงินสมทบและจ่ายภาษี ซึ่งก็นำไปเป็นงบหลักประกันสุขภาพฯด้วย แต่ตัวเองกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก ผมมองว่า การรวม 3 กองทุนนั้น หากเราสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าของสิทธินั้นๆ ว่าสิทธิประโยชน์จะไม่ลด ก็เป็นอีกทางที่น่าจะนำไปปรับปรุง ที่สำคัญเมื่อรวม 3 กองทุน เจ้าของสิทธิจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นกว่าอยู่กองทุนเดี่ยวๆ โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการจะช่วยกันเฝ้าระวัง สอดส่องดูแล ทำให้มีอำนาจต่อรองมากกว่าเดิม ผลดีคือ ทำให้กองทุนพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ” นายจอนกล่าว

