สภา กทม. ชง 4 ข้อเสนอฝ่ายบริหาร แก้ปมสายสีเขียว ส.ก.ผวาเอี่ยวมีความผิด ชัชชาติ มองบวก ‘เป็นทางออกที่ดี’

4.10.23 | 16:15 น.

สภา กทม. ชง 4 ข้อเสนอฝ่ายบริหาร แก้ปมสายสีเขียว ส.ก.ผวาเอี่ยวมีความผิด ชัชชาติมองบวก ‘เป็นทางออกที่ดี’

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2566 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามระเบียบวาระการประชุม วาระที่ 4 เรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้ว 4.1 รายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บางส่วน)

นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ รายงานผลการศึกษาต่อสภา กทม.ว่า มีการศึกษาลำดับความเป็นมา ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรณีที่ กทม.ได้รับแจ้งมาจากบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ค้างชำระค่าใช้จ่ายในส่วนของงานเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) และงานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 ส่วนต่อขยายที่ 2 ถึงปัจจุบัน (เดือนกันยายน 2566) โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงและให้ข้อมูล

ค่าใช้จ่ายของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ประกอบด้วย 3ส่วนหลัก ได้แก่ ค่างานโครงสร้างพื้นฐาน 55,127,318,260.49 บาท ค่างานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) 19,137,745,585.04 บาท และค่างานเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) 24,068,625,620.13 บาท รวมทั้งหมด 98,369,689,464.66 บาท ซึ่งยังไม่ค่วมดอกเบี้ย

Advertisement

ภาระค่าใช้จ่ายในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐานของส่วนต่อขยายที่ 2 ที่รับโอนจากการรถไฟฟ้า
ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เมื่อปี 2562 โดย กทม.ได้ทำบันทึกข้อตกลงในการรับโอน
ทรัพย์สินจาก รฟม.และได้รับทรัพย์สินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการแล้ว จากนั้น กทม.ได้ทำสัญญากู้เงินกับกระทรวงการคลังเฉพาะส่วนของช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และได้จ่าย
ดอกเบี้ยจากงานโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะในส่วนของช่วงแริ่ง – สมุทรปราการให้แก่กระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน สำหรับส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต กทม.ยังไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากอยู่ระหว่างเสนอแก้ไขข้อบัญญัติเงินกู้ เสนอแก้ไขเพิ่มวงเงินจาก 51,000 ล้านบาท เป็น 54,000 ล้านบาท ตามที่ รฟม.สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ จึงถือว่ายังไม่ได้รับทรัพย์สินในส่วนช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ คูคต โดยค่าดอกเบี้ยในส่วนนี้ ปัจจุบัน รฟม. ยังคงเป็นผู้ชำระ

ค่าใช้จ่าย O&M BTSC ได้ฟ้อง กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ KT ต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ กทม.และเคที ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ โดย กทม.ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

ค่าใช้จ่าย E&M ปัจจุบัน BTSC ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม.เพื่อทวงถามขอให้ชำระค่าใช้จ่าย ภายใต้
สัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบการเดินรถไฟฟ้าและเครื่องกล (E&V) (สัญญาระหว่าง KT กับ BTSC เนื่องจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทรัพย์สินถึงกำหนดชำระแล้วตามสัญญา โดย BTSC ได้มีหนังสือทวงถามทั้งหมด 5 ฉบับ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงพฤษภาคม 2566 โดยฉบับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ได้สรุปยอดค่าใช้จ่ายเงินต้นรวมดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงิน 22,948,626,080.10 บาท KT ได้มีหนังสือถึง กทม.แจ้งตามที่ BTSC ได้ทวงถามขอให้ชำระค่าใช้จ่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งจากการตร่วจสอบของ KT พบว่ามีเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญาเป็นจำนวนเงิน 20,748,438,890.83 บาท และ KT ยังไม่ได้หาแหล่งเงินทุนระยะยาวมาชำระเนื่องจากทราบว่าจะนำค่าใช้จ่ายค่างานติดตั้งระบบการเดินรถไปเป็นทุนตามเงื่อนไขการให้เอกชนร่วมลงทุนตามการดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ศึกษาแล้วมีข้อสังเกตว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนงานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) เป็นทรัพย์สินที่สามารถแยกออกมาดำเนินการได้ ซึ่งปัจจุบันได้ถึงกำหนดชำระเงินแล้ว หากไม่มีการแก้ไขในส่วนนี้จะเกิดภาระดอกเบี้ยและค่าปรับจำนวนมาก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นและไม่ให้เกิดความเสียหายต่อ กทม. แต่เนื่องจากคณะกรรมการวิสามัญฯ มีข้อสังเกตว่าบันทึกข้อตกลงมอบหมายโครงการระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ฉบับลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 เป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายและมีข้อต่อสู้ในชั้นศาลปกครองสูงสุด เพื่อไม่เป็นการทำให้เสียรูปคดี

จากการประชุมเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566 คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ตั้งข้อสังเกต ดังนี้1.กทม.ควรแยกทำสัญญางานติดตั้งระบบการเดินรถฉบับใหม่กับ BTSC โดยตรง2.กทม.ควรกำกับดูแลสัญญาเอง ไม่ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ แต่คงสัญญาเดิม (บันทึกมอบหมายระหว่างกรุงเทพมหานคร กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และสัญญาระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กับ BTSC โดยจัดทำบันทึกข้อตกลงใหม่นี้ต่อท้ายสัญญา3.หาก BTSC เสนอราคาขายทรัพย์สินพร้อมเงื่อนไขที่เหมาะสมควรเป็นธรรมต่อทั้ง 2 ฝ่าย 4.หาก กทม.และ BTSC ไม่สามารถตกลงกันได้ ควรคืนโครงการนี้กลับไปให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ

อย่างไรก็ดี จากการพิจารณาของคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รับทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหางานติดตั้งระบบการเดินรถตามที่ผู้บริหารเสนอ โดยผู้บริหารจะไปดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติเกี่ยวกับรายละเอียดจำนวนเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน และบัญชีอุปกรณ์งานระบบการเดินรถเพื่อจัดทำเป็นบันทึกข้อตกลง (เพิ่มเติม) การรับมอบทรัพย์สินงานระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

จากนั้นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้สอบถามรายละเอียดในประเด็นที่สนใจ อาทิ เรื่องสัญญาการเดินรถ ระบบการเดินรถ การแยกสัญญา E&M และ O&M การแบ่งจ่ายเงินเป็นงวด ประสิทธิภาพของทรัพย์สินซึ่งกรุงเทพมหานครอาจต้องรับโอนมา

นางสาวนฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ สก.เขตคลองสามวา อภิปรายว่า ตามที่คณะกรรมการวิสามัญฯ ระบุคำนิยาม กทม.ว่าเป็นฝ่ายบริหาร กทม. ไม่ได้เกี่ยวพันถึงสภา กทม.ขอให้บันทึกการประชุมไว้ ด้วยเหตุผลว่าผู้ว่าฯ กทม.ให้ข่าว ซึ่งระบุว่า สภา กทม.กำลังพิจารณาเรื่องนี้ เมื่อสภาฯ กทม.มีข้อสรุป จะแจ้งตอบไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.)

“ดิฉันกังวล เนื่องจากว่าพวกเราสามารถใส่ข้อสังเกตได้ แต่ไม่สามารถสรุปให้ฝ่ายบริหารได้ จึงขอบันทึกการประชุมไว้ เพื่อเป็นเหตุผลตอบผู้สื่อข่าวผ่านสภา กทม.” นางสาวนฤนันมนต์กล่าว

นางสาวนฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ สก.เขตคลองสามวา

นายนภาพลกล่าวว่า ตามที่รายงานของคณะกรรมการวิสามัญฯ แนวทางที่ผู้บริหาร กทม.เสนอเข้ามา มีความน่าจะแก้ไขปัญหาในเรื่องค่า E&M ถ้าเห็นว่าดีฝ่ายบริหารก็ควรไปดำเนินการต่อ ซึ่งผู้บริหารอาจจะมีแนวทางที่ดีกว่านี้ก็ได้ ซึ่งเมื่อฝ่ายบริหารสรุปแนวทาง ก็ต้องส่งให้กับทาง มท. ไปยัง ครม.อีก

“ที่สุดแล้วการเคาะจะให้ทำอย่างไรในวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ ก็อยู่ที่ ครม.หากผู้บริหารเห็นชอบด้วยก็มาว่ากัน มารายงานต่อสภาฯ ให้สภาฯ ดำเนินการอย่างไร หรืออนุมัติวงเงินอย่างไร ถึงตอนนั้นคงมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาเงินที่จะใช้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อความรอบคอบ” นายนภาพลกล่าว

“ถ้าผมไม่รายงานกับทางสภาฯ จะเป็นปัญหามากกว่า อยู่ๆ ฝ่ายบริหารไปดำเนินการเองเลย แล้วผมไม่รายงานต่อสภาฯ ตอนนี้รายงานให้ทราบถึงขั้นตอน ว่าถึงไหนแล้ว จะเดินอย่างไรได้บ้าง” นายนภาพลกล่าว

ด้านนายพีรพล กนกวลัย ส.ก.เขตพญาไท ในฐานะรองประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ กล่าวว่า รายงานการศึกษาครั้งนี้เพียงแต่ให้สมาชิกรับทราบในการดำเนินการต่อจากนี้ ไม่ได้มีมติให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการตามรายงาน ทางสภา กทม.ไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น

นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.เขตลาดกระบัง กล่าวว่า ขอขอบคุณประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ที่ชี้แจงว่าเป็นรายงานผลการศึกษา เพราะว่าเพื่อนๆในสภา กทม.แห่งนี้กลัว เพราะเรื่องนี้อยู่ที่ศาลปกครองสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางสมาชิกเป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้

ยอกจากนี้ยังมี นายตกานต์ สุนทรวุฒิ สก.เขตหลักสี่ นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ สก.เขตยานนาวา และนางกนกนุช กลิ่นสังข์ สก.เขตดอนเมือง ก็ได้ร่วมอภิปรายด้วยเช่นกัน

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังการรับฟังรายงานว่า เท่าที่ฟังถือเป็นทางออกที่ดีที่จะแยกเนื้องานเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) และงานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) ในส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ออกจากกัน จากนี้จะให้ทีมงานสรุปผลการศึกษาและข้อเสนอดังกล่าวอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จากที่สภา กทม.เสนอผลการศึกษา เห็นช่องทางใดในการของบประมาณสภา กทม.ในการจ่ายค่าจ้าง E&M ส่วนต่อขยายที่ 2 วงเงินเกือบ 20,000 ล้านบาท นายชัชชาติกล่าวว่า ยังไม่ได้คิดขนาดนั้น ต้องขอหารือกันก่อน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการทำความเห็นของ กทม. เสนอไปยัง มท. กรณีการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว นายชัชชาติกล่าวว่า กำลังให้ทีมงานร่างความเห็นเสนออยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้