นักวิชาการ มองเด็ก 14 ยิงห้างดัง ต้นเหตุจากผู้ใหญ่ไม่ช่วยทำสังคมให้ดี จี้ ‘นายกฯ’ สังคายนาแก้ปัญหาทั้งระบบ
กรณีเด็กวัย 14 ปี ได้ก่อเหตุกราดยิงในศูนย์การค้าสยามพารากอน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บจำนวนมากนั้น
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า ตั้งแต่เหตุกราดยิงที่โคราช หรือกราดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู จนมาถึงเหตุการณ์ยิงในห้างดัง ตนมองว่าจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เวลาที่เกิดเหตุมา เราก็จะตื่นตระหนกระยะหนึ่ง แล้วปล่อยเรื่องดังกล่าวเงียบหายไป และสิ่งที่น่าสังเกต คือ เวลาเกิดเหตุลักษณะนี้ เราจะพบพฤติกรรมเลียนแบบเกิดขึ้น ถ้าเรายังแก้ปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง แก้แบบลูบหน้าปะจมูก ปัญหานี้ก็ไม่มีที่สิ้นสุด
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ยิงในห้างดัง ต้องเป็นนโยบาย และเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ อาจจะดันเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไม่ควรสั่งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งให้ไปผลักดันเรื่องนี้ แต่ควรสั่งทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานให้ร่วมกันแก้ไขปัญหา และที่สำคัญอย่างห่วงเรื่องนักท่องเที่ยวจีนเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำเรื่องความปลอดภัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเป็นเรื่องหลัก
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนทำงานร่วมกันสถานพินิจมาหลายปี พบแนวโน้มเด็กที่กระทำผิดอายุจะน้อยลงตามลำดับ และการกระทำผิดจะรุนแรงขึ้น ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเสี่ยง คือ 1.เด็กซึมซับความรุนแรงจากส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต เช่น ยาเสพติด ร้านเกมที่มีเกมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และการบูลลี่ เมื่อเด็กซึมซับความรุนแรงแบบนี้ และถ้าระบบครอบครัวยังมัวแต่เร่ง กดดันลูกตัวเองตั้งแต่ปฐมวัย ทำให้เด็กแทบจะไม่มีชีวิตในวัยเด็ก ขาดอิสระ 2.สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีด้านสีเทาและด้านมืดมาก การสั่งซื้อปืนง่ายดาย การบังคับกฎหมายก็หย่อนยาน และ 3.ระบบโรงเรียน ที่เน้นความเป็นเลิศ เน้นคะแนน เน้นเกรด ตัวเลข และการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จนลืมว่าเด็กอาจจะไม่สามารถต่อสู้ในภาวะกดดัน และเครียดได้ ถ้าวันไหนที่ระบบครอบครัว โรงเรียน สังคมกดดันเด็ก จนเด็กไม่สามารถรับมือได้ ก็อาจจะเจอกรณีที่ 4 ที่ 5 เพิ่มขึ้น
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ เด็กอยู่ในภาวะที่เสี่ยงสุดๆ ครอบครัวต้องกลับมาคิดว่า จะเลี้ยงลูกอย่างไรที่ไม่เร่ง และไม่อัดลูกมากเกินไป ควรจะหันมาสอนลูกให้มีทักษะชีวิต เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ลูก ส่วนโรงเรียนเองต้องลดเรื่องการแข่งขัน ห่วงชื่อเสียงของโรงเรียนน้อยลง นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว พบว่าเด็กไทยมีคุณสมบัติ ช่างคิด ช่างประดิษฐ์ ช่างปรับ และมีลักษณะของนักเลียนแบบ ซึ่งสิ่งนี้อันตราย เพราะเด็กอาจจะเห็นเหตุการณ์นี้ แล้วนำมาลอกเลียน โดยนึกว่าการทำแบบนี้จะเป็นฮีโร่ หรือเป็นคนที่มีชื่อเสียงในทันที เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด
“เหตุการณ์นี้ เหมือนจะมีการเรียกร้องให้ลงโทษเด็กแรงๆ แต่ผมมองว่า เด็กเป็นเหยื่อของสังคม ที่ผู้ใหญ่ไม่ได้ช่วยกันทำให้มันดี เด็กยังเป็นเยาวชนที่หลงผิด การตัดสินใจทำแบบนี้ เกิดจากการกระตุ้น เกิดจากสังคมที่ปล่อยปละละเลย เกิดจากระบบการศึกษาที่เน้นแต่เรื่องแข่งขัน เด็กทั้งประเทศกำลังเป็นเหยื่อ ผมไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นการแก้ไขปัญหาในลักษณะแบบไฟไหม้ฟาง แต่ต้องดูปัจจัย สิ่งแวดล้อม สังคม สภาพการศึกษา สิ่งเหล่านี้ต่างหากเป็นต้นเหตุ ที่เราควรสังคายนาครั้งใหญ่ และอย่าพูดแต่เรื่องท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะมันจะกลายเป็นนำปัญหามาซุกใต้พรม มองว่านายกรัฐมนตรี ต้องเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อทำสังคมให้น่าอยู่ และปลอดภัย เพราะยังปล่อยไว้แบบนี้ จะเกิดกรณีคล้ายกันอีกที่ร้อยๆ ” นายสมพงษ์ กล่าว

