จากการที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อ 16 ก.พ.59 ว่า ดีเอสไอได้ร่วมประชุมกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เกี่ยวกับคดีที่ 146/2556 ได้ข้อสรุปแล้ว และเตรียมเรียกพระพระธัมมชโยพร้อมเครือข่ายพระรับทราบข้อหารับของโจร จากการที่รับบริจาคจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร นั้น
ในวันนี้ (17ก.พ.59) นายปรัชญา ก้อนจันทร์ ฝ่ายกฎหมายได้เผยแพร่คำแถลงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ฝ่ายกฎหมายได้ไปพบหารือกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อขอทราบว่า แท้จริงแล้วทางสำนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้แจ้งให้ดีเอสไอปฏิบัติอย่างไรเกี่ยวกับคดีดังกล่าว และจากการหารือกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ได้รับคำชี้แจงว่า ทางพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ ได้มีหนังสือแจ้งดีเอสไอว่า ให้ไปแจ้งข้อหาลักทรัพย์นายจ้างและสอบสวนคุณศุภชัยเพื่อให้ได้ความว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดหรือรู้เห็นการกระทำผิดของคุณศุภชัยหรือไม่ก่อน แล้วค่อยสอบสวนดูว่ามีกลุ่มบุคคลใดร่วมสมคบกับคุณศุภชัย เมื่อสอบสวนได้ความประการใดแล้วก็ส่งเรื่องมายังพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเพื่อสั่งคดีต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ไปแจ้งข้อหาและสอบสวนคุณศุภชัยฯดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด จึงไม่สามารถแจ้งข้อหารับของโจรหรือฟอกเงินกับใครได้
อีกประการหนึ่ง ทางพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษชี้แจงว่า ทางสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษไม่ได้ส่งใครไปร่วมประชุมกับดีเอสไอ เพราะโดยหลักแล้วพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษไม่ควรเข้าร่วมประชุม เพราะเป็นผู้สั่งคดี จึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมกับพนักงานสอบสวน ส่วนที่เข้าร่วมประชุมกับดีเอสไอเป็นพนักงานอัยการฝ่ายคดีสอบสวน
ดังนั้น จากคำตอบของพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษดังกล่าว จึงเป็นที่ชัดเจนว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจหน้าที่มาตั้งข้อหารับของโจรหรือฟอกเงินกับบุคคลที่นอกเหนือการระบุชื่อจากพนักงานอัยการ

