‘ผู้สอบบัญชี’เบิกความจำนำข้าว เผยแต่ละหน่วยแยกกันลงบัญชี เกิดช่องโหว่สถานะการเงินโครงการ

17.02.16 | 19:08 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คนออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานโจทก์นัดที่ 2 คดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ในช่วงเช้าพนักงานอัยการโจทก์ได้นำ น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต นักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี เบิกความในประเด็นหลักการทางบัญชี นานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง สรุปว่า หลักการปิดบัญชีสามารถสรุปยอดได้เป็นช่วงๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือจะจัดทำบ่อยแค่ไหนก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องทำภายใน 12 เดือน เพื่อให้เห็นสถานะทางการเงินของบริษัทหรือองค์กรนั้น ส่วนการปิดบัญชีภาพรวมของโครงการจำนำข้าวเปลือกในลักษณะบัญชีขาคู่ที่เป็นรายการสินทรัพย์ที่มีรายจ่ายและภาระหนี้สินตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี ยังไม่เคยทำมาก่อน มีเพียงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรวบรวมข้อมูลบัญชีของแต่ละหน่วยงานเอง เช่น ธ.ก.ส., อคส. และ อ.ต.ก. จึงทำให้ไม่ทราบยอดบัญชีที่แท้จริงทั้งหมดของโครงการ เช่น ธ.ก.ส.อาจลงบัญชีเฉพาะเงินที่จ่ายให้ชาวนา แต่ไม่ได้ลงบัญชีเงินที่รัฐบาลรับผิดชอบดูแล เป็นช่องโหว่ในการใช้จ่ายเงินของโครงการไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่ทราบสถานะทางการเงินของโครงการ ในคณะอนุกรรมการปิดบัญชีมีอธิบดีกรมบัญชีกลางรวมอยู่ด้วย และไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบบัญชี

เมื่อทนายซักค้านถึงคำสั่งของ คสช.ที่ตั้งกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว โดยให้รวบรวมข้อมูลตามความเป็นจริงนั้น หมายความว่าต้องตรวจสอบข้าวทุกโกดังทุกกระสอบใช่หรือไม่ น.ส.แน่งน้อยกล่าวว่า ตนไม่ได้ตรวจสอบ แต่ใช้ชุดข้อมูลการตรวจสอบของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ได้ยืนยันว่าตรวจสอบไปทุกหน่วยงานแล้ว และพยานได้อ่านหลักเกณฑ์ขั้นตอนการตรวจนับ ผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ และรายงานสรุปผล ขณะที่การบันทึกบัญชีของอนุกรรมการปิดบัญชีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี ภายใต้ พ.ร.บ.ทางการบัญชี พ.ศ.2543 เป็นมาตรฐานสากล และเนื้อหาของ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีหลักการเดียวกับมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีของทางภาครัฐบาล โดยเริ่มจากต้นทุนการซื้อและมูลค่าคงเหลือ การปิดบัญชีวันที่ 30 กันยายน 2557 พบมูลค่าของข้าวที่เสื่อมสภาพจากสี ดีเอ็นเอ และกลิ่นของข้าวจากตัวอย่างกว่า 1,100 ตัวอย่าง คิดเป็นค่าเสื่อมสภาพเพิ่มขึ้นจากรอบการปิดบัญชีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านบาท และยังพบมีข้อมูลข้าวหาย ส่วนการปิดบัญชีแล้วไม่ได้นำข้อมูลจากกรมบัญชีกลางและผลการชี้วัดของสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ อาทิ รายได้เกษตรกรที่สูงขึ้น และตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้นมาสรุปรวมด้วยนั้น เพราะการตรวจสอบบัญชีต้องใช้ตัวเลขที่เชื่อถือและจับต้องได้ ตัวเลขจีดีพีเป็นเพียงตัวชี้วัดที่จับต้องไม่ได้ และไม่เข้าหลักการด้านบัญชี หากไม่ทำบันทึกตามหลักเกณฑ์ก็จะเป็นการทุจริตทางตัวเลขได้