‘รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ’-สแกนสังคมไทย คนเพิ่ม-คุณภาพชีวิตยังต่ำ

10.01.17 | 12:27 น.

หมายเหตุ รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชนออนไลน์”

40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีประชากรเพียง 32 ล้านคน แต่วันนี้มีถึง 68 ล้านคน จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นมากว่า 2 เท่าตัว เพราะก่อนหน้านั้นประมาณปี 2503-2507 จะมีการเกิดค่อนข้างสูง ผู้หญิงไทยคนหนึ่งมีลูกเฉลี่ยประมาณ 6 คน ซึ่งเริ่มมีการมองกันว่าถ้าปล่อยให้เป็นไปแบบนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการประเทศ เพราะว่ามีอัตราการเกิดเร็วเกินไป แล้วจะต้องใช้เงินจำนวนมากสำหรับเลี้ยงดูปากท้องของเด็ก แทนที่จะเอามาพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ

ต่อมาในปี 2513 ได้มีนโยบายวางแผนครอบครัวแบบสมัครใจขึ้น เหมือนจะควบคุมได้ดี แต่ถ้าสังเกตดีๆ นักประชากรจะพูดกันตลอดว่า ในระหว่างที่พยายามชะลอการเกิดนั้น ควรเพิ่มเรื่องคุณภาพของคนด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะระหว่างที่ชะลอการเกิดได้อย่างรวดเร็วนั้น คุณภาพของคนไม่ได้เพิ่มตามเท่าที่ควร ยิ่งมีกระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาด้วย ยิ่งทำให้คนไทยเริ่มไม่อยากมีลูก และมีลูกน้อยลงเรื่อยๆ

วันนี้…คนไทยมีลูกเฉลี่ยเพียง 1 คน ซึ่งจาก 6 คน ไปเป็น 1-2 คน ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สัดส่วนของเด็กลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่มสัดส่วนที่วัยสูงอายุ

ดังนั้น ในช่วง 40 ปี ในความเห็นของนักประชากรสังคมเห็นว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก จำนวนคนเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีคุณภาพ และโครงสร้างภายในเปลี่ยนแปลงด้วย โดยนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมผู้สูงวัย และภายใน 1-2 ปี จะเกิดปรากฏการณ์จำนวนเด็กน้อยลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบคือ “ประชากรในวัยแรงงาน” หายไป

Advertisement

12

ปัญหาคือ เด็กเข้าสู่วัยแรงงาน และวัยแรงงานเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างไม่มีคุณภาพ

สภาพสังคมไทยแบบนี้ ถ้ามองในแง่ดี คือ 1.คนไทยมีลูกน้อย น่าจะดูแลได้ดีขึ้น และการศึกษาของเด็กก็น่าจะสูงขึ้น แต่ข้อเท็จจริง เรียนมากขึ้น แต่คิดวิเคราะห์ไม่ได้ 2.การที่คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดีขึ้น เพราะครอบครัวสมัยก่อนอาจจะเห็นปู่ย่าตายายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่รุ่นนี้ได้เห็นปู่ย่าตายายนานขึ้น บางคนเห็นทวดด้วยซ้ำ อยู่ด้วยกันในครอบครัวหลากหลายรุ่น อาจกล่าวได้ว่าเพราะการแพทย์ดีขึ้น

แต่ขณะเดียวกันก็มีประเด็นท้าทายใหม่ที่น่าเป็นห่วงคือ ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีปมทุกข์ปมโรคมากขึ้น อยู่นานก็มักจะมีโรคเรื้อรังเป็นพวง หรือถ้าหากอยู่ไปถึงอายุ 80 ปี มีแนวโน้มที่จะติดเตียงมากขึ้น ที่สำคัญเมื่ออยู่นานแต่ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่ายด้านสุขภาพมาก ก็ยิ่งจน

ที่น่าเป็นห่วงคือ ประเทศไทยยังไม่มี “ระบบบำนาญ” ที่จะรองรับในภาพรวม เบี้ยยังชีพที่ได้เป็นพื้นฐานขั้นต่ำ 600 บาท/เดือน ไม่เพียงพอ ขณะที่ระบบประกันสังคมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรองรับการจ่ายบำนาญไปได้นานแค่ไหน เนื่องจากผู้สูงอายุเพิ่มเร็วมาก ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ฯลฯ ก็เริ่มมีปัญหา ที่น่าห่วงมากกว่านั้น คือ คนไทยไม่รู้จักออมเงิน ซึ่งพบว่าประมาณ 1 ใน 4 ไม่มีเงินออม หรือหากบางคนออมได้แต่ก็น้อยเกินไป

ปัญหานี้เราจะแก้ไขอย่างไร อีกเรื่องที่น่าห่วง เดิมพ่อแม่หวังพึ่งพาลูก รุ่นนี้อาจยังมีลูก แต่รุ่นต่อไปจะมีลูกน้อยลงหรือไม่มีเลย ฉะนั้น อาจหวังพึ่งพาลูกได้น้อยลงหรือพึ่งพาไม่ได้เลย เพราะลูกเองก็ยังเอาตัวเองไม่รอด

(เครดิตภาพจาก www.businesstimes.com.sg)
(เครดิตภาพจาก www.businesstimes.com.sg)

ในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็น่าคิด ปัจจุบันสภาพบ้านเมืองส่วนใหญ่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อวิถีชีวิตของผู้สูงอายุ การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนยังยากลำบาก บ้านพักอาศัยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อผู้สูงอายุ เรื่องนี้จึงต้องคิดกันใหม่ทั้งระบบ อีกประเด็นที่ห่วงคือ ในอนาคตอาจต้องมีการพึ่งพา “ผู้พิทักษ์สิทธิ” ซึ่งจะต้องมีกฎหมายพิทักษ์สิทธิออกมารองรับ สำหรับกลุ่มที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำพังมากขึ้น อีกทั้งต้องมีระบบผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐาน

ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เราจะหาทางออกอย่างไร เพราะ “คลื่นมนุษย์” ลูกใหญ่ที่กำลังมาคือ ช่วง 30-50 ปี ซึ่งมีกว่า 10 ล้านคน

และยังหวังพึ่งหน่วยงานราชการ หรือรัฐบาลไม่ได้ คนกลุ่มนี้จะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้มีชีวิตที่ดีและมั่นคงปลอดภัย นอกจากนี้ เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาอาจจะต้องปูพื้นฐาน ปลูกฝังตั้งแต่เด็กทั้งเรื่องการออม สุขภาพ จิตใจ

ในการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุนั้น

1.เตรียมดูแลสุขภาพ ควรมีการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น เรื่องฟันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อยิ่งแก่ตัวยิ่งมีปัญหา หากฟันไม่แข็งแรง ปัญหาสุขภาพอย่างอื่นจะตามมา ต้องออกกำลังกาย บริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ให้พอเหมาะพอดี พร้อมกับหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด

2.ตระหนักด้านเศรษฐกิจ จะก่อหนี้ไม่ได้ ต้องรู้จักออม ต้องรู้จักวิธีการลงทุนที่เสี่ยงน้อย และต้องรักการทำงาน หมายถึง การสู้งานและเตรียมเปลี่ยนงานในช่วงบั้นปลายชีวิต เพราะถ้าหากต้องทำงานยาวขึ้น อาจจะไม่ใช่งานเดิมที่ทำอยู่ ฉะนั้นต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

3.ด้านสังคม จะสร้างครอบครัวอย่างไรให้มั่นคง จะมีครอบครัวหรือไม่ จะวางแผนชีวิตอย่างไร จะแต่งงาน จะมีลูกกี่คน จะดูแลลูกอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญ เพราะทั้งหมดคืออนาคตของประเทศ และต้องคิดว่าจะเตรียมการอย่างไรให้ตัวเองมีส่วนร่วมในสังคมแห่งอนาคตให้มากที่สุด เช่น เป็นจิตอาสา เข้าชมรมผู้สูงอายุ ทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สุขภาพใจดีด้วย

4.ต้องมีหลักหรือที่พึ่งทางใจที่มั่นคง ที่จะยอมรับกระแสความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงชีวิต เพราะว่าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมในอนาคต เช่น การเข้าหาหลักธรรมคำสอนตามศาสนาที่นับถือ

5.สิ่งแวดล้อม ต้องเตรียมสภาพแวดล้อมของบ้านให้อยู่ได้อย่างปลอดภัย

และ 6.เรื่องกฎหมาย ต้องคิดว่าใครจะสามารถเป็นผู้พิทักษ์สิทธิให้เราได้ยามเข้าสู่วัยสูงอายุ อาจต้องมีการเขียนพินัยกรรมของตัวเองไว้ เช่น การรักษาพยาบาลยามฉุกเฉิน ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเน้นคือจะทำอย่างไรให้ชีวิตของตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงไปตลอดชีวิต

กรุงเทพ

นี่คือภาพรวมทั้งประเทศ แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” มองว่าขณะนี้ “สังคมชนบท” จะดีกว่า “สังคมเมือง” เมื่อก่อนอาจคิดว่าคนชนบทเข้าไม่ถึงระบบต่างๆ แต่สิ่งที่มีในชนบทคือ “ชุมชน” คือถ้าลูกไม่มี ลูกไม่อยู่ อย่างน้อยชุมชนก็ช่วยกันดูแล พึ่งพากันได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับทิศทางในการพัฒนาประเทศคือ “ชุมชนเข้มแข็ง” สิ่งนี้ควรรักษาไว้ หมายความว่าเราจะต้องดูแลชุมชนให้ได้ เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด หลายครอบครัวไม่มีทั้งครอบครัวและชุมชน พึ่งแต่บ้านพักคนชรา ซึ่งขณะนี้บ้านพักคนชรารองรับไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ดังนั้น “ของดี” เราควรรักษาไว้

ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ คนในเมือง เนื่องจากคนในเมืองจะมีฐานะแตกต่างกันมาก ซึ่งมีทั้งชุมชนแออัด และชุมชนบ้านจัดสรร แต่ในส่วนของชุมชนแออัดยังพอเห็นว่ามีการเกื้อกูลกัน แต่ชุมชนบ้านจัดสรรกลับอยู่ในสภาพต่างคนต่างอยู่

สรุปคือ ประเทศไทยอาจจะต้องยึด “ทางสายกลาง” และน้อมนำแนวทางของในหลวง รัชกาลที่ 9 เรื่องความพอเพียง พอเหมาะพอดี มาปฏิบัติ

ต้องไม่ใช่เอาตัวรอดคนเดียว แต่สังคมต้องรอดตามไปด้วย ซึ่งอาจจะต้องตั้งความหวังนี้ไว้กับคนรุ่นใหม่ที่จะต้องวางแผนต่อเนื่องตลอดชีวิต

และที่สำคัญสุดสุดคือ ต้องรู้จักออมเพื่ออนาคต