สคทช.เผย 9 ปี จัดที่ทำกินแล้ว 5 แสนราย 71 จังหวัด 5.8 ล้านไร่ แก้ปัญหาคนรุกป่า

10.10.23 | 17:22 น.

สคทช.เผย 9 ปี จัดที่ทำกินแล้ว 5 แสนราย 71 จังหวัด 5.8 ล้านไร่ แก้ปัญหาคนรุกป่า

​นายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เปิดเผย ว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ที่เกิดขึ้นตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2557 เพื่อเป็นการลดความเลื่อมล้ำการถือครองที่ดินของประชาชน โดย นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินให้กับประชาชน รวมถึงการแก้ไขปัญหาของประชาชนที่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐ หรือที่เราเรียกว่าการแก้ไขปัญหากรณี “ป่ารุกคน คนรุกป่า” โดยการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่มีความเหมาะสม

ในระยะแรกพื้นที่เป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน และที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งหลักการจัดที่ดินจะมีอยู่ 2 รูปแบบ ประกอบด้วยการจัดระเบียบ จะเป็นลักษณะของการแก้ไขปัญหาที่คนอาศัยและทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐอยู่แล้วโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายของแต่ละประเภทที่ดิน สคทช.จะเข้าไปกำหนดนโยบายการจัดระเบียบให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกรูปแบบจะเป็นลักษณะของการจัดระบบ

โดยนำที่ดินของรัฐแปลงว่างที่มีความเหมาะสมมาและจัดประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกินที่ขึ้นบัญชีหรือทะเบียนขอรับการจัดสรรที่ดินไว้ ให้เข้าไปอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐบริเวณนั้น ที่ผ่านมาพบว่าการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินในลักษณะของการจัดระเบียบ โดยพื้นที่เป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 4 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 90 ของพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด

​นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ​ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2562 คทช.ได้มีการยกระดับการทำงาน โดยการออกพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 และมาตรา 10 (4) ได้ให้อำนาจหน้าที่ คทช.ในการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ซึ่งรวมถึงรูปแบบการจัดที่ดินในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ หรือรูปแบบในลักษณะอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คทช.กำหนด โดยปัจจุบันผลการดำเนินงาน ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 9 ประเภทตามที่ดินของรัฐ แต่มีอยู่ 3 ประเภทที่ดิน
ที่ยังไม่สามารถดำเนินการอนุญาตตามกฎหมายและรับรองสิทธิการถือครองที่ดินของประชาชนได้ ประกอบด้วย 1) พื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งอยู่ระหว่างการนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในการนำพื้นที่ป่าไม้ถาวรมาดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว 2) พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่จัดในรูปของนิคมสหกรณ์ (13 นิคม 14 ป่า)

Advertisement

และ 3) ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งอยู่ในระหว่างการเสนอคณะอนุกรรมการจัดที่ดินพิจารณากระบวนการและหลักเกณฑ์การจัดที่ดิน ได้แก่ คุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการจัดที่ดิน ข้อกำหนดการใช้ที่ดินของรัฐ และกรอบแนวทาง ขอบเขตในการจัดที่ดินแต่ละประเภท ตัวอย่างเช่น ป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นการแก้ไขปัญหาประชาชนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่อยู่แต่เดิมแล้ว ก็จะกำหนดให้จัดที่ดินได้เท่าที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่จริงแต่ไม่เกิน 20 ไร่ เพราะฉะนั้นถ้าถือครองเพียง 5 ไร่ ก็จะได้รับการจัดที่ดินจำนวน 5 ไร่ สำหรับการถือครองเกินกว่า 20 ไร่ ก็จะจัดให้กับทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายตามที่กำหนดต่อไป ซึ่งผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินจะต้องเป็นผู้ใช้ประโยชน์นั้นด้วยตนเอง

​นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ​ความคืบหน้าการดำเนินงานการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2558 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่เป้าหมาย จำนวนทั้งสิ้น 1,582 พื้นที่ 71 จังหวัด เนื้อที่ประมาณ 5,888,734-3-80.31 ไร่ (ไร่-งาน-ตารางวา) คาดว่าราษฎรที่จะได้รับการจัดที่ดิน มีประมาณ 500,000 ราย

​ทั้งนี้ ภายหลังการอนุญาตและจัดประชาชนเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่แล้ว สคทช.จะร่วมกับคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 293 พื้นที่ 65 จังหวัด ภายใต้กรอบการดำเนินงาน 6 ด้าน ประกอบด้วย

1.ด้านการพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานข้อมูล Zoning 2.ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน 3.ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การจัดทำเมนูอาชีพเชิงบูรณาการ  4.ด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม 5.ด้านการสนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุน 6.ด้านการส่งเสริมและจัดทำบัญชีครัวเรือน

​นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ปัจจุบัน คทช.ได้มีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินโดยการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ที่มีพื้นที่เป้าหมายในที่ดินของรัฐทุกประเภท และเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับการรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ จะมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในระหว่างดำเนินการที่อาจจะล่าช้าไปบ้าง เมื่อเทียบกับพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด จำนวนกว่า 5.8 ล้านไร่ โดยออกหนังสืออนุญาตไปแล้วกว่า 2 ล้านไร่ และก็จัดคนลงได้ประมาณเกือบ 100,000 คน และข้อกังวลในประเด็นการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินภายหลังจากการอนุญาตไปแล้ว โดยปกติได้กำหนดไว้ในสมุดประจำตัวผู้ที่ได้รับการคัดเลือกอยู่แล้วว่าหลังจากที่ประชาชนได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินไปแล้ว จะต้องทำประโยชน์ด้วยตนเอง ห้ามซื้อขายหรือปล่อยเช่า ห้ามผู้ใดทำแทน รวมถึงการนำไปขายในภายหลัง

ในประเด็นนี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กล่าวว่าในการดำเนินงานของ สคทช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะกำหนดให้มีการตรวจสอบติดตามการใช้ประโยชน์ภายหลังจากประชาชนได้รับการจัดที่ดินไปแล้ว รวมถึงการกำหนดบทลงโทษให้กับผู้กระทำผิดเงื่อนไข และสุดท้ายนี้ นอกเหนือจากการทำการเกษตรในพื้นที่แล้ว การปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็เป็นทางเลือกที่ต้องปรับสภาพให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนด เช่น การทำโฮมสเตย์ หรือกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนี่องกับการเกษตร เป็นต้น