วันที่ 10 มกราคม 2560 ภายหลังเกิดอุบัติเหตุรถตู้โดยสารสาธารณะประสานงากับรถกระบะจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากเมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา และมีข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยกเลิกรถตู้รถโดยสารวิ่งข้ามจังหวัด และจะให้นำรถมินิบัสมาวิ่งให้บริการแทน ภายในระยะเวลา 6 เดือนต่อจากนี้ หรือเริ่มตั้งแต่กลางปี 2560 นั้น นางนงเยาว์ ไชยวงศ์สืบ เจ้าของกิจการและผู้จัดการรถตู้โดยสาร “เพชรบุรีทีม” ซึ่งให้บริการสายเพชรบุรี-กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีรถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดให้บริการรวมแล้วหลายแสนคัน รถตู้แต่ละคันนั่งได้ 14 คน ราคาคันละประมาณ 1,300,000 บาท หากบวกดอกเบี้ยก็จะตกราคาคันละประมาณ 1,700,000 บาท ผู้ประกอบการทุกรายรวมถึงตนใช้วิธีการซื้อแบบผ่อนชำระ และจนถึงขณะนี้ยังผ่อนไม่หมด หากมีการเร่งรัดโดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ผู้ประกอบการจะเดือดร้อนหนัก เพราะต้องผ่อนชำระหนี้รถตู้เดิม แล้วต้องหาซื้อรถมินิบัสคันใหม่ซึ่งนั่งได้ 20 คน ราคาเริ่มต้นรถมินิบัสประมาณ 3 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยก็จะตกราคาประมาณ 3,500,000 บาท ยังไม่รวมปัญหารถตู้เดิมที่มีอยู่จะนำไปจำหน่ายให้ใคร ภาระทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับผู้ประกอบการ
นางนงเยาว์กล่าวว่า การเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัสซึ่งมีความคล่องตัวน้อยกว่า จะทำให้ระยะเวลาการเดินทางมากขึ้น และด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้องมีการเพิ่มราคาค่าโดยสาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ ขอให้ภาครัฐคำนึงถึงเหตุผลนี้ด้วย พวกตนขอเวลาผ่อนผันระยะเวลาให้ผู้ประกอบการผ่อนชำระค่างวดรถเดิมให้หมดก่อน และทิ้งระยะต่อเนื่องไปอีก 1 ปี เพื่อรวบรวมจำนวนเงินซื้อรถมินิบัสคันใหม่มาทดแทน ตลอดจนขอให้รัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนช่วยเหลือในการจัดซื้อรถใหม่โดยการลดหย่อนภาษีการซื้อรถมินิบัสเพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการด้วย

“เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐและขอให้รัฐเห็นใจผู้ประกอบการด้วย ส่วนกรณีจะยกเลิกรถตู้โดยสารโดยอ้างเหตุจากการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่มีผู้เสียชีวิต 25 ศพเมื่อต้นปีใหม่นั้น โปรดอย่าโยนความผิดไปที่ประเภทของรถ อยากให้ภาครัฐตรวจสอบสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาท และไม่พร้อมของคนขับ ทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสีย แต่การเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัสไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและไม่ได้ช่วยลดอุบัติเหตุ การแก้ปัญหา ควรมุ่งไปที่คนขับมากกว่า ควรออกมาตรการตรวจสอบความพร้อมของร่างกายคนขับ ตรวจแอลกอฮอล์ ตรวจสารเสพติด ตรวจความถี่ในการวิ่งรอบไม่ให้มากเกินไป นอกจากนี้ควรตรวจสภาพรถ และอุปกรณ์ส่วนควบความพร้อมของรถ” นางนงเยาว์ กล่าว
นางนงเยาว์ยังกล่าวอีกว่า ตนมีรถตู้ในสังกัด 16 คัน ยืนยันว่าทุกคันมีการตรวจสอบความพร้อมทั้งคนขับและรถอยู่ตลอดเวลา ส่วนความถี่ของคนขับรถ เนื่องจากระยะทางที่วิ่งเพชรบุรีถึงกรุงเทพฯประมาณ 130 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางไม่ไกลจนเกินไปนัก แต่ละวันคนขับจึงสามารถขับได้ประมาณ 3-4 รอบ หากจะต้องรับส่งผู้โดยสารรอบต่อไป ต้องพักร่างกายอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จึงจะออกให้บริการต่อไปได้ ตนคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างเต็มที่

