เมื่อวันที่ 10 มกราคม รายงานข่าวจากกรมป่าไม้ ระบุว่า สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้สรุปสถิติพื้นที่ป่าไม้ปี 2558 แยกรายจังหวัด โดย 14 จังหวัดภาคใต้ มีเนื้อที่จังหวัดทั้งหมด 46,154,901.40 ไร่ มีพื้นที่ป่าเหลือเพียง 11,074,005ไร่ คิดเป็น 23.99 % ของเนื้อที่ทั้งหมด เปรียบเทียบกับสถิติเมื่อปี 2551 ซึ่งมีพื้นที่ป่า 11,683,993 ไร่ หรือคิดเป็น 26.44 % โดยพื้นที่ป่าที่ลดลงเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่เป็นสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ทำให้มีผลต่อการลดหรือชะลอความรุนแรงของการเกิดน้ำท่วมในขณะนี้
สำหรับจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อที่จังหวัด คือ จ.ระนอง มีเนื้อที่ 2,018,415.58 ไร่ มีพื้นที่ป่า 1,073,461.82 คิดเป็น 53.18% รองลงมาคือ จ.สตูล มีเนื้อที่จังหวัด 1,887,104.44 ไร่ มีพื้นที่ป่า 738,773.49 คิดเป็น 39.15% และจ.ยะลา มีเนื้อที่จังหวัด 1,887,104.44 ไร่ มีพื้นที่ป่า 738,773.49 ไร่ หรือ 39.15% ส่วนจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าเหลือน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อที่จังหวัด คือ จ.ปัตตานี ซึ่งมีเนื้อที่จังหวัด 1,235,321.61 ไร่ เหลือพื้นที่ป่า 63,515.94 ไร่ หรือเพียง 5.14% จ.สงขลา เนื้อที่จังหวัด 4,838,147.99 ไร่ พื้นที่ป่า 534,565.78 ไร่ 11.05% จ.พัทลุง เนื้อที่จังหวัด 2,413,169.61 ไร่ พื้นที่ป่า 384,777.60 ไร่ หรือ 15.94% ขณะที่จังหวัดใหญ่เช่น จ.นครศรีธรรมราช มีเนื้อที่จังหวัด 6,177,901.73ไร่ มีเนื้อที่ป่าเพียง 1,104,210.33 หรือ 17.87% ส่วน จ.สุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่จังหวัด 8,174,644.93 ไร่ มีพื้นที่ป่า 2,334,881.56 ไร่ หรือ 28.56% ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบพื้นทีป่ากับขนาดเนื้อที่ของจังหวัดภาคใต้ทั้งหมดที่เคยมีสภาพเป็นป่าเขาอุดมสมบูรณ์ถือว่าเหลือพื้นที่ป่าไม้น้อยมาก คือเพียง 23.99 % ในขณะที่ภาคเหนือที่มีสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาสูงชันเหมือนกัน มีพื้นที่ป่าเหลือ 52 %
นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในอนาคตจะไม่อนุญาตให้มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะยางพารา ในพื้นที่สูงชันที่อยู่ในเขตป่าไม้ แต่จะต้องปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นแซมเข้าไปด้วย ทำในลักษณะสวนสมรม หรือสวนเกษตรผสมผสานระหว่างยางพารากับไม้ท้องถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดหน้าดิน เนื่องจากยางพาราที่ปลูกอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีรากแก้วคอยยึดเกาะดิน ซึ่งระเบียบดังกล่าวจะอยู่ในร่างการแก้ไขที่ดินทำกินในเขตพื้นที่ป่า 30มิถุนายน 2541 โดยทส.กำลังแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาระบบนิเวศเสื่อมโทรมในพื้นที่ป่า และให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืนได้ ทั้งนี้ในพื้นที่แต่ละภาคจะมีกฎระเบียบแตกต่างกัน เช่น ในพื้นที่ภาคเหนือจะงดการปลูกข้าวโพดอย่างเดียว แต่ต้องมีการเพิ่มพื้นที่ป่า 45% ของพื้นที่ โดยยึดแนวทางพระราชดำริปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนในพื้นที่ภาคใต้จะเน้นการปลูกป่าสมรม ที่ไม่ใช่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างเดียว เป็นต้น
////

