หน้าแรก ในประเทศ ส่องแผนสกัดท่...

ส่องแผนสกัดท่วม ป้องโบราณสถาน

13.10.23 | 06:01 น.

ส่องแผนสกัดท่วม ป้องโบราณสถาน

สถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม เกิดน้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วม ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด ลำน้ำสายสำคัญทั้งแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม รวมถึงแม่น้ำชี รับปริมาณน้ำสะสมจนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร สร้างความเสียหายแก่ระบบสาธารณูปโภค สะพาน ถนนหนทาง

ขณะที่น้ำเหนือจากหลายทิศทางไหลหลากลงสู่ภาคกลาง ทำให้เขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท ต้องระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,600 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพระนครศรีอยุธยา คลองสาขาและแม่น้ำน้อย ระดับน้ำเพิ่มขึ้นล้นตลิ่งเข้าท่วมในหลายพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ

นิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วม ระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

สำหรับโบราณสถานและวัดเก่าแก่จำนวนมากในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ติดแม่น้ำเจ้าพระยาเผชิญความเสี่ยงจากภาวะน้ำหลาก

Advertisement

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม พร้อมให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่มีโบราณสถานในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม ส่วนการป้องกันโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้ตั้งแผงป้องกันน้ำท่วมโบราณสถานแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ วัดไชยวัฒนาราม ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีระดับต่ำที่สุด ระดับน้ำสูงสุดอยู่ต่ำกว่าตลิ่งวัดไชยวัฒนาราม 70 เซนติเมตร และวัดธรรมาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกแห่งที่มีระดับต่ำ ปัจจุบันระดับน้ำสูงสุดอยู่ต่ำกว่าตลิ่งวัดธรรมาราม 80 เซนติเมตร

ประเมินว่าระดับน้ำปีนี้สูงสุดน่าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 60-80 เซนติเมตร จะเสมอสันเขื่อนที่วัดไชยวัฒนาราม เป็นระดับที่รับมือได้ ยืนยันป้องกันน้ำท่วมได้แน่นอน

สำหรับพื้นที่มรดกโลกในความดูแลของกรมศิลปากรอื่นๆ ทั้งเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร) และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (อุดรธานี) ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง แหล่งโบราณคดีวัดโพธิ์ศรีใน และแหล่งโบราณคดีบ้านอ้อมแก้ว ไม่มีปัญหาใดๆ โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยอยู่ห่างจากตัวเมือง 12 กิโลเมตร และตั้งอยู่บนพื้นที่สูงอยู่แล้ว หากจะมีบ้างก็แค่น้ำขังที่รอการระบายเท่านั้น

เมื่อสำรวจสถานการณ์น้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะนี้ หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท ระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนอยู่ที่ 1,600 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพระนครศรีอยุธยา คลองสาขาและแม่น้ำน้อย ระดับน้ำเพิ่มขึ้นล้นตลิ่งเข้าท่วมในหลายพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ

ส่วนที่โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 8 เซนติเมตร เหลืออีกประมาณ 60 เซนติเมตร จะเท่ากับตลิ่งชั้นนอกของโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรติดตั้งแนวบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วม เครื่องสูบน้ำระบบอัตโนมัติ และเครื่องสูบน้ำระบบไฟฟ้าไว้พร้อมแล้ว พร้อมกับติดตามการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา และสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด อธิบดีกรมศิลปากรยืนยันความพร้อมป้องกันโบราณสถาน

ภัทรพงษ์ เก่าเงิน ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เสริมว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมและการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีโบราณสถานถูกน้ำท่วม ทางอุทยานมีการเฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดมีแผนรองรับ มีระบบแนวป้องกันน้ำท่วมแบบน็อกดาวน์ที่โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม หมู่บ้านโปรตุเกส และวัดธรรมาราม ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพื้นที่เสี่ยง การติดตั้งแนวบังเกอร์สามารถติดตั้งได้ภายใน 2 วัน สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ดีกว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

ส่วนโบราณสถานชั้นในพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา และโบราณสถานกลุ่มอโยธยา มีการป้องกันและเฝ้าระวังน้ำท่วมของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และเทศบาลเมืองอโยธยา ป้องกันน้ำท่วมเต็มที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ย้ำการเฝ้าระวังและมีมาตรการป้องกันเต็มที่

ด้านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยารายงานสถานการณ์ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา คลองสาขา และแม่น้ำน้อยที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10-15 เซนติเมตร ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำนอกแนวคันกั้นน้ำแล้วจำนวน 7 อำเภอ 64 ตำบล 9,770 ครัวเรือน

สำหรับพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เกิดฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี เขตตัวอำเภอเมืองปราจีนบุรี มีระดับน้ำสูงเอ่อท่วมด้านหน้าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต้องเสริมแนวกระสอบทรายหลายพันถุง นอกจากโรงพยาบาลแล้วยังมีตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นโบราณสถานอายุกว่า 114 ปี ทางกรมชลประทานนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 14 นิ้วมาติดตั้ง เร่งเดินเครื่องสูบน้ำออกตลอดเวลา ไม่ให้น้ำเอ่อท่วมเข้ามาด้านใน พร้อมนำกระสอบทรายมาปูเสริมแนวให้สูงและแข็งแรงกว่าเดิม

ส่วนบริเวณด้านนอกรอบกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถวัดแก้วพิจิตร เขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ที่มีพระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน 4 ชาติ (ไทย, กัมพูชา, จีน, ยุโรป) ที่สวยงาม ก่อสร้างสมัย ร.5 มวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีล้นทะลักเข้าผ่านท่อระบายน้ำเอ่อเข้าท่วมแนวกำแพงแก้วฝั่งทิศตะวันออกและด้านทิศใต้ของกำแพงแก้วพระอุโบสถต่อเนื่อง เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำของทางวัด และกรมชลประทานระบายน้ำลงแม่น้ำปราจีนบุรี ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมด้านใน

เป็นการระดมทุกสรรพกำลัง ป้องกันโบราณสถานอย่างเต็มที่ให้รอดพ้นจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้