คิกออฟ9ควิกวิน สธ.
ลุ้นเห็นผลใน100วัน
หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 มีมติเห็นชอบนโยบายกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปี 2567 หรือนโยบายเร่งด่วน (Quick win) ที่ต้องดำเนินการให้สำเร็จใน 100 วัน
ตามที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. นำเสนอ ทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ ได้เริ่มออกสตาร์ตงานทันที เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามที่ได้มีการประกาศไว้ต่อสาธารณชน
สำหรับนโยบายควิกวินของ สธ.ประกอบด้วย
1.โครงการพระราชดำริฯ / เฉลิมพระเกียรติ / ที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมวงศานุวงศ์ โดยจะมีเรือนจำต้นแบบ ราชทัณฑ์ปันสุข อย่างน้อยเขตละ 1 แห่ง และพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (รพร.) 21 แห่ง โรงพยาบาล (รพ.) เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 11 แห่ง ให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะต้นแบบระดับมาตรฐาน (Standard)
2.รพ.กทม. 50 เขต 50 รพ. และปริมณฑล รวมถึงโรงพยาบาลในเขตเมืองอื่นๆ โดยล่าสุดจะเพิ่มการจัดบริการโรงพยาบาลในเขต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นความร่วมมือของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่ รพ.นครพิงค์ และ รพ.ประสาทเชียงใหม่ โดยมีข้อสรุปว่า ในช่วง 100 วันแรก จะเป็นการใช้พื้นที่ของ รพ.ประสาทเชียงใหม่ ให้บริการตรวจผู้ป่วยนอกโรคทั่วไปเพิ่มเติมจากผู้ป่วยเฉพาะทางด้านโรคระบบประสาทที่มีอยู่เดิม คาดว่าจะเริ่มเปิดบริการได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม ระยะนำร่องนี้ จะเปิดให้บริการเฉพาะผู้ป่วยสิทธิบัตรทองในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่อยู่ใน อ.เมือง ก่อน ซึ่งมีประมาณ 60,000 คน
ในระยะแรกของการรับผู้ป่วยในโรคทั่วไป พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 13 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายด้านเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตเมือง รพ.กทม. 50 เขต 50 รพ. และปริมณฑล ระบุว่า จะต้องบริหารเตียงของ รพ.ประสาทเชียงใหม่ ที่มีอยู่ 80 เตียง รองรับโรคทั่วไปก่อน ส่วนกลุ่มแม่และเด็ก ก็ได้รับความร่วมมือจาก รพ.แม่และเด็ก ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ เข้ามาช่วยดูแลงานฝากครรภ์ ทำคลอด ส่วนโรคทางจิตเวชได้รับความร่วมมือจาก รพ.สวนปรุง ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมือของทุกหน่วยงานในสังกัด สธ. ที่จะให้บริการประชาชนใน อ.เมืองเชียงใหม่ ลดความลำบากในการเดินทางและความแออัดใน รพ.นครพิงค์ อ.แม่ริม
ส่วนโรงพยาบาลขนาด 120 เตียง ในเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ระยะที่ 1 จะเปิดเป็นโรงพยาบาลผู้ป่วยนอกเฉพาะทางก่อน ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ และเจรจาความร่วมมือกับ รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) คาดว่าจะเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้
3.มะเร็งครบวงจร จะฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหญิง อายุ 11-20 ปี 1 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2566 ซึ่งจะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศปลายเดือนตุลาคมนี้
4.สร้างขวัญกำลังใจบุคลากร นอกจากการบรรจุพยาบาลวิชาชีพ การประเมินเข้าสู่ตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษ การให้แพทย์ได้รับการยกเว้นเลื่อนเงินระหว่างลาศึกษาต่อ จะมีทีม Care D+ ที่ได้รับการเสริมทักษะที่จำเป็นในการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ญาติและบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 รุ่น
ทั้งนี้ สธ.เตรียมคิกออฟโครงการ Care D+ เพิ่มทักษะการสื่อสารแบบใหม่ให้พยาบาลผู้ป่วยนอก เจ้าหน้าที่งานเผยแพร่และนักประชาสัมพันธ์ กว่า 10,000 คนทั่วประเทศ สร้างนักสื่อสารประสานใจ ระหว่างผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรสาธารณสุข ลดช่องว่างการสื่อสาร ให้เกิดความเข้าใจ เพิ่มความเข้าใจและใส่ใจ เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทยทุกคน
นพ.ชลน่าน ระบุว่า โครงการนี้เกิดจากความต้องการให้มีทีมประสานใจระหว่างผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้ง กว่าร้อยละ 90 เกิดจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน การไม่สื่อสาร รวมทั้งขาดเทคนิคในการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งทำให้สถานการณ์เล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่ในความเป็นจริงเพียงแค่สื่อสารไม่ตรงกันเท่านั้น
“ทีม Care D+ คือ ทีมที่จะเข้ามาช่วยสร้างวัฒนธรรมใหม่ ใช้หลักใจเขาใจเรา ทำหน้าที่ประสานใจระหว่าง ผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรสาธารณสุข ให้เกิดความเข้าใจ ลดช่องว่างการสื่อสาร เพิ่มความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ และที่มากไปกว่านั้นคือ ความใส่ใจ หรือ Care พร้อมที่จะโอบอุ้ม ดูแลกัน ส่วน D คือ ดีต่อใจ Develop พัฒนาทักษะการสื่อสาร ในธีมแบบง่ายๆ Care for life Share for Love” นพ.ชลน่านกล่าว
โดยเริ่มต้นจัดอบรมให้ความรู้ เทคนิคการสื่อสารสมัยใหม่ เป็นการ Upskill และ Re-skill นักประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 268 คน เจ้าหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทั้งในส่วนของ สสจ. โรงพยาบาล และหน่วยบริการในสังกัด สธ. จำนวน 373 คนก่อน จากนั้นจะขยายผลไปยังพยาบาลวิชาชีพ โดยเฉพาะพยาบาลผู้ป่วยนอกที่มีอยู่ทั้งหมด 10,798 คน โดยจะมีทั้งการอบรมแบบออนไซต์ ในกรณีที่แต่ละเขตสุขภาพทำได้ และการอบรมโดยใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง หรือ Virtual online โดยวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสุขภาพ สื่อสารวิกฤตโดยตรง
5.สถานชีวาภิบาล ให้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมีภาวะพึ่งพิง ติดบ้าน/ติดเตียง ผู้ป่วยระยะประคับประคอง จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขตสุขภาพละ 1 แห่ง
6.ดิจิทัลสุขภาพ ใช้บัตรประชาชนใบเดียวรับบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ทุกแห่ง และมี Virtual Hospital ทั้งนี้ ปัจจุบันเขตสุขภาพที่ 8 เริ่มใช้ “บัตรประชาชนใบเดียว” เข้ารักษาทันตกรรม และครอบคลุมโรคอื่นๆ ในโรงพยาบาลรวม 88 แห่ง ครอบคลุม 7 จังหวัด คือ อุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ ทำให้ประชาชนสิทธิบัตรทอง ถือบัตรประชาชนใบเดียวเดินทางข้ามจังหวัดในเขตได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และในเร็วๆ นี้ จะมีเพิ่มเติมอีก 4 เขตสุขภาพ 27 จังหวัด ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 1 ครอบคลุม 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน
เขตสุขภาพที่ 4 ครอบคลุม 8 จังหวัด คือ สระบุรี นนทบุรี ลพบุรี อ่างทอง นครนายก สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี
เขตสุขภาพที่ 9 ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เขตสุขภาพที่ 12 ครอบคลุม 7 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
นอกจากนี้ ตามที่ สธ.ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ดำเนินการเรื่องศูนย์กลางข้อมูลด้านการเงิน (Financial Data Hub) ของ สธ. ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายข้อมูลสุขภาพดิจิทัล ในกรอบข้อมูลด้านการเงินและการเบิกจ่ายของโรงพยาบาลในสังกัด สธ. และนำข้อมูลมาจัดทำเป็น Big data วิเคราะห์ประมวลผลในรูปแบบ Business intelligence เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระงานในการคีย์ข้อมูลของหน่วยบริการ รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมข้อมูลสำหรับการเบิกจ่ายไปยังกองทุนต่างๆ
ล่าสุด ได้มีการชี้แจงการใช้งานศูนย์กลางข้อมูลด้านการเงิน สธ. ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และได้เน้นย้ำให้หน่วยบริการส่งข้อมูลขึ้นระบบ อาทิ ข้อมูลด้านการเงิน สิทธิการรักษา ข้อมูลผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก การวินิจฉัย การส่งต่อ อุบัติเหตุ เป็นต้น เพื่อทดสอบการใช้งานระบบ
ทั้งหมดจะเป็นการสร้างเครือข่ายข้อมูลเข้ามาที่ส่วนกลาง โดยมีกองเศรษฐกิจสุขภาพ สำนักงานปลัด สธ. เป็น Data Controller ควบคุมข้อมูล สนับสนุนอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการรวบรวม จัดเก็บ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อส่งไปยังกองทุนต่างๆ และแม้โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีการใช้ระบบบันทึกข้อมูลที่แตกต่างกัน แต่ได้พัฒนาเกตเวย์ ใช้ระบบ API ทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งเข้ามาอยู่ในชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการเบิกจ่ายหรือการเคลม พร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรฐานของ INET มีการทดสอบและแก้ไขช่องโหว่ของระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับในระยะต่อไป ข้อมูลที่เข้ามาจำนวนมากจนเป็น Big Data นี้ จะมีระบบ AI มาวิเคราะห์ตรวจสอบเพื่อช่วยในเรื่องการเบิกจ่าย โดยขณะนี้ได้เริ่มการทดสอบแล้ว รวมถึงกำลังพัฒนาการใช้โรโบติกในการเชื่อมระบบ เพื่อให้การทำงานสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ส่วนการพัฒนาไปสู่ Business intelligence ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะมาเชื่อมต่อเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนตามการปฏิบัติงาน (P4P) การเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาระหว่างโรงพยาบาลหรือระดับเขต เพื่อเป็นชุดข้อมูลที่สามารถนำไปใช้การวิเคราะห์ได้ในอนาคต
7.เศรษฐกิจสุขภาพ มี Blue Zone “น่านโมเดล” ที่ชุมชน ภาคีเครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อน
8.จัดตั้ง 1 จังหวัด 1 “มินิธัญญารักษ์” เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด สธ.จะให้ความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) อย่างเต็มที่ นำ “ผู้เสพ” ที่เข้านิยามว่าคือ “ผู้ป่วย” เข้าสู่กระบวนการบำบัด รักษา ฟื้นฟู โดยสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) และ รพ.ธัญญารักษ์ส่วนภูมิภาคในทุกจังหวัด ปัจจุบัน สธ.มีกระบวนการตามมาตรฐานคัดกรองผู้ป่วยเป็น 3 ระดับ คือ สีแดง ใช้ต่อเนื่อง เลิกไม่ได้ อาการรุนแรง สีเหลือง ใช้บ่อย อาการปานกลาง และสีเขียว ใช้น้อย ไม่มีอาการ โดยระดับสีแดงและสีเหลือง รวมประมาณ 4.59 แสนคน จะเข้ารับการบำบัดในสถานพยาบาล / โรงพยาบาล ส่วนกลุ่มสีเขียว ประมาณ 1.46 ล้านคน จะให้การบำบัดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (CBTx) มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อคืนคนสู่สังคมอย่างปลอดภัย ในส่วน ยธ. จะรับผิดชอบเรื่องงบประมาณ ซึ่งเป็นงบบูรณาการที่ใช้ในการบำบัดรักษาฟื้นฟูให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย
9.ส่งเสริมการมีบุตร โดยจะผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ
ทั้ง 9 นโยบายเปรียบเสมือนสัญญาประชาคมที่ต้องลุ้นว่าจะเห็นผลภายในกรอบเวลา 100 วันแรกหรือไม่

