อดีต ปัจจุบัน และอนาคต สิ่งแวดล้อมไทย ไม่ได้ก้าวไกล อย่างที่คิด

12.01.17 | 13:04 น.

40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเรา มีกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับด้วยกันคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2518 และ 2535 โดยหลักการของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ที่เรามีความภูมิใจนำเสนอมาโดยตลอดคือ เรื่องของผู้ก่อมลพิษคือผู้จ่าย เรียกอีกอย่างคือ 3 พี ที่ประกอบด้วย polluter pays principle

แต่ความล้มเหลวที่พบมาตลอด 40 ปี ที่เราเอาหลักการนี้มาใช้ คือ ไม่เคยใช้กับใครได้สักที และไม่สามารถบังคับใครได้อย่างเด็ดขาดเลยสักครั้ง

กรณีของแม่น้ำพอง ที่ก่อนหน้านี้ปล่อยให้โรงงานน้ำตาลปล่อยกากน้ำตาลลงไป น้ำเน่าเกือบหมดทั้งแถบ ประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่งเสียหายหมด ประเมินออกมาแล้วค่าเสียหายร้อยกว่าล้านบาท แต่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วปรากฏว่าจำเลยจ่ายค่าเสียหายไปแค่ล้านกว่าบาท เพราะตัวผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกระชังปลา หรือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเสียหายจริงจากการทิ้งกากน้ำตาลหรือไม่ หรือตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ชัด คือ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ มินิบัส รถเมล์ รถตู้ สารพัดรถทั้งหลายที่เก่าเก็บ แต่ยังมาวิ่งอยู่ หรือมีการดัดแปลงให้วิจิตรพิศดารออกไป ปล่อยปริมาณคาร์บอนมอนนอกไซด์ออกมา ทำให้เกิดมลพิษที่ค่อยๆ ไปกัดกร่อนชั้นบรรยากาศ สร้างความเสียหายไปมากมายเท่าไร มีใครเคยไปจับคนเหล่านั้นมาจ่ายบ้างไหม

คำตอบคือ ไม่มี แทบจะไม่มี หรือมีก็ไม่เคยคุ้มค่าระหว่างการทำลาย และสิ่งที่คนเหล่านั้นชดใช้กลับมา

จิรพล สินธุดารา นักวิชาการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความสำคัญสำหรับประเด็นนี้คือ อยู่ที่เราพลาด พลาดไปเอาหลักการของ 3 พี ที่ว่านี้มาใช้ 30-40 ปีแล้ว

Advertisement

“ในทางกฎหมายนั้นเราสามารถเอาผิดกับใครได้บ้าง คนที่ทิ้งขยะเราก็ไม่เคยตามเขามาจ่าย คนที่บิดมอเตอร์ไซค์เสียงดัง ปล่อยควันขาวออกไป เคยไหมที่ตามจับเอาเงินมาชดใช้ค่ามลพิษ นี่คือข้อผิดพลาด ขณะที่ตะวันตกเขาทิ้งไปนานแล้ว แต่เรากลับไปช้อนขึ้นมาใช้ แล้วทำเป็นพื้นฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมกับบ้านเรา นี่คือพื้นฐานความผิดพลาด ขณะที่ตะวันตกเขาใช้ 3 พี ตัวใหม่แล้ว คือ pullution prevention pays คือ การป้องกันดีกว่าการแก้ไข วิธีการของเขาคือ งบประมาณทั้งหมดของเขาแทนที่จะเอาไปแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ เช่น สร้างบ่อบำบัดน้ำทิ้ง ขุดบ่อขยะ ไม่ทำ เงินส่วนใหญ่จะกลับไปยังสาธารณะ คือ ให้ความรู้กับประชาชน ให้เข้าใจ ตระหนัก และให้ความร่วมมือ ซึ่งทำให้ปลายน้ำเหลือปัญหาน้อยลง ต่างประเทศเขาเข้มข้นมากในการกระตุ้นการให้ความรู้ การมีส่วนร่วมของประชาชน และทำมาโดยตลอด ของเรามีแต่น้อยมาก เงินงบประมาณทั้งหมดไปลงที่บ่อบำบัดน้ำเสีย บ่อขยะ โรงเผาขยะ แล้วทุกวัน มันใช้ได้ไหม เราย้ายปัญหาจากหน้าโรงแรม หน้าอำเภอ หน้าหน้าบ้านพักไปไว้ที่อื่น” อ.จิรพลกล่าว

อ.จิรพลกล่าวว่า 40 ปี ไม่ต้องแปลกใจอะไรเลย ว่ามันจะเป็นขาลงเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

“ยิ่งคนมากก็ยิ่งแย่ มีปัญหาชัดเจนมากขึ้น ปัญหามีทุกหนทุกแห่ง ทั้งในเมืองในชนบทมีหมด เพราะเราไปโฟกัสว่า ผู้ใดทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ผู้นั้นต้องเป็นผู้จ่าย เราเคยเอานักท่องเที่ยวมาให้จ่ายไหม เคยเอาแม่ค้าที่โยนน้ำล้างจานลงในท่อระบายน้ำมาจ่ายไหม ไม่เคย ถามว่าเกิดขึ้นทุกวันไหม เกิดขึ้นทุกวันทุกคืน ขณะที่กฎหมายฉบับนี้ยังต้องใช้อยู่ต่อ คาดหวัง 40 ปีจากนี้จะดีกว่าเดิมไหม ไม่เหมือนเดิม แต่จะแย่กว่าเดิม เพราะกิจกรรมการบริโภคเพิ่มมากขึ้น คนมากขึ้น กิจกรรมการผลิตมากขึ้น เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องเปลี่ยนใหม่หมด ต้องถอนราก ถอนโคน แนวคิดต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย”

ถามว่า หากเป็นเช่นนี้แล้วยังพอจะมีความหวังอะไรหรือไม่ หากจะจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยให้ดีขึ้น นักวิชาการสิ่งแวดล้อมผู้นี้บอกว่า มันแย่ลงตั้งแต่เราเอาแนวคิดทางตะวันตกนี้มาใช้แล้ว ชี้ให้เห็นตัวอย่างง่ายๆ ของการบริโภคที่บ้าน คือ เรื่องของถุงก๊อบแก๊ปใส่ขยะ เราต้องลดปริมาณขยะ ต้องปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกทุกชนิด ต้องทำให้ได้ ประเทศอื่นๆ ที่ด้อยพัฒนากว่าเรา เช่น บังกลาเทศ เคนยา เลิกใช้ถุงพลาสติกมานานแล้ว บังกลาเทศเลิกมา 20 ปีแล้ว โดยวันหนึ่งนายกเทศมนตรีลงพื้นที่ไปดูหลุมกองขยะ และตกใจว่าปกติหน้าหนาวทำไมต้นไม้ออกดอกเต็มไปหมด รถขับไปใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าลมพัดถุงพลาสติกปลิวขึ้นไปติดบนกิ่งไม้ สีเหลือง สีเขียว สีชมพูเต็มไปหมดตลอดทาง จึงคิดว่าทำอย่างไรให้ถุงพลาสติกหมดไป ตอนแรกก็คิดจะทำเฉพาะเขตเทศบาลเมือง แต่ต่อมารัฐบาลเขาก็รับลูก โดยบอกว่าทำเฉพาะในเขตใดเขตหนึ่งไม่ได้ จะต้องทำทั้งประเทศ ต้องห้ามทั้งประเทศ กลายเป็นว่า ใครแจกถุงพลาสติก คนนั้นทำผิดกฎหมาย แต่ให้มีถุงตาข่ายได้ ซึ่งถุงตาข่ายนั้นไปอุดตันในน้ำ น้ำก็จะไหลผ่านได้ เมื่อโดนแสงแดดก็ย่อยสลายได้ คนก็จะถือถุงตาข่ายกันเป็นแถว

“ประเทศนี้เขาไม่ได้ร่ำรวยกว่าเรา ความรู้ก็ไม่ได้มีมากกว่าเรา แต่เขากลับทำเรื่องนี้ได้ เลิกใช้มาเกือบ 25 ปีแล้ว ถามว่า เราเสนอเรื่องอะไร ที่เป็นไปไม่ได้หรือเปล่า เปล่าเลย เราทำได้ แต่เราไม่มีความจริงจังที่จะทำ ถามว่าพลังในเมืองไทยไม่มีหรือ มีครับแต่ไม่ได้ขับเคลื่อนหน่วยงานรัฐไม่เข้าใจ พื้นฐานคือการให้ความรู้ แต่เราไม่ได้ทำเลย 40 ปีที่ผ่านมา การให้ความรู้แก่สาธารณะเรื่องนี้ต่ำมาก ต่ำเกินไป 30 ปีที่ผ่านมา เราบอกให้ทิ้งขยะลงถัง จำได้ไหม อ๊ะ อ๊ะ อย่าทิ้งขยะ ตาวิเศษ อีก 20 ปีต่อมา เรารณรงค์เรื่องนี้ไปเสร็จ หน่วยงานภาครัฐก็ยังออกมาว่า ขยะในมือท่านลงถังนะครับ คือมันยังอยู่ที่เก่า แทนที่จะขยับไปอีกนิดว่า ขยะในมือท่านลงให้ถูกถัง ไม่ทำ แนวคิดย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหนเลย 40 ปีก็เหมือนเดิม ไม่ได้มีเลยว่าทุกคนต้องแยกขยะ

เป็นเพราะองคาพยพไม่ได้ไปด้วยกัน มันดูเหมือนทำยากมากใช่หรือไม่

อ.จิรพลกล่าวว่า เป็นเพราะแนวคิดหลักไม่ได้ไปด้วยกันต่างหาก เราแก้ปัญหาด้วยเงิน ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยปัญญา ทำมานานแล้ว พอ กทม.ทำแบบนี้ ก็เป็นต้นแบบให้ท้องถิ่นอื่นๆ ทำด้วย กลายเป็นว่าเทศบาลและ อบต.ตระเวนหาที่ฝังกลบขยะ จะซื้อที่เพื่อหาที่ฝังกลบขยะเหมือน กทม.ทำ พอ กทม.จะทำโรงไฟฟ้าจากขยะ ต่างจังหวัดก็จะเอาด้วย เพราะเขาอ้างอิงจาก กทม.แหล่งท่องเที่ยวก็ทำ ไปดูเตาเผาขยะในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัด ได้ใช้กันบ้างหรือเปล่า การเผาขยะเป็นการเปลี่ยนปัญหา การฝังกลบเป็นการย้ายปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหา ฝังรอเวลาไว้ว่าวันหนึ่งมันก็จะเป็นปัญหาต่อน้ำใต้ดิน ต่อชุมชน ทำมา 40 กว่าปีแล้ว ครัวเรือนก็ไม่ตื่นตัว เพราะขาดองค์ความรู้ สื่อก็ไม่ช่วยมา 40 ปี แล้วที่ทำให้ประชาชนตระหนักในเรื่องนี้

ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องเปลี่ยนแปลง

ฝนตกมาลงชายคา มันเคยไหลร่องไหน มันก็ยังคงไหลอยู่ร่องนั้น ตราบใดที่เราไม่ไปเปลี่ยนมัน การเปลี่ยนแนวคิด ต้องอาศัยการให้ความรู้ การกระตุ้น การให้มีบทบาทมีส่วนร่วมของประชาชนให้รับผิดชอบต่อการบริโภคของตัวเองให้มากขึ้น

ต้องทำ…