วันที่ 12 มกราคม 2560 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.พระแสง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจาก จ.นครศรีธรรมราชและ จ.กระบี่ ระดับน้ำในแม่น้ำตาปี สูง 7.69 เมตร และสูงกว่าระดับวิกฤต 1.68 เมตร ยังท่วมขังในพื้นที่ลุ่มสูงกว่า 2 เมตร โดยมวลน้ำในแม่น้ำตาปี ได้ไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.เคียนซาแล้ว วัดได้ 6.73 เมตร สูงขึ้น 34 เซนติเมตรและกำลังเข้าท่วมพื้นที่ อ.พุนพิน ซึ่งที่หมู่ 7 ต.ท่าข้าม ชาวบ้าน100 กว่าครัวเรือนอพยพขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และได้เสริมชั้นยกสิ่งของให้สูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆจากระดับที่ท่วมสูงอยู่แล้ว 50-170 เซนติเมตรและบางส่วนเฝ้าอยู่ชั้น 2 ของบ้าน
ด้านเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ กรมชลประทาน และกรุงเทพฯ ได้ติดตั้งเรือดันน้ำจำนวน 13 ลำที่บริเวณใต้สะพานจุลจอมเกล้า2 เขตเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน เพื่อเร่งระบายมวลน้ำชุดแรกมาทางแม่น้ำตาปี อ.เคียนซาและคลองพุมดวง อ.คีรีรัฐนิคม ให้ผลักดันออกทะเลอ่าวไทยผ่านปากอ่าวที่ ต.ลีเล็ด อ.พุนพิน ซึ่งเป็นเส้นทางสั้นที่สุด เนื่องจากคาดว่าในวันที่ 15 ม.ค.จะมีมวลน้ำระลอกใหญ่ลงมาอีก โดยมีชาวบ้านมาติดตามเฝ้าดูและให้กำลังใจจำนวนมาก หากปริมาณน้ำมามากได้เตรียมแผนติดตั้งเรือดันน้ำเพิ่มอีก 2 จุดที่ใต้สะพานคลองพุนพิน ถ.สนามบิน-สุราษฎร์ธานี (417)ต.ศรีวิชัย อ.พุนพิน และที่ใต้สะพานคลองกล้วย ต.คลองน้อย อ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำตาปีให้ออกปากอ่าวเร็วขึ้น

พล.ร.ต.นันทพล มาลารัตน์ ผอ.สำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ(ส่วนหน้า) ศูนย์บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ส่วนหน้า จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ภายหลังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และกระบี่ เข้าสู่ปกติทำให้มวลน้ำจำนวนมากไหลงลงสู่แม่น้ำตาปี และเกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.พระแสง เคียนซา นาเดิม และ พุนพิน กองทัพเรือจึงได้เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำทั้งหมดลงสู่อ่าวไทย
“การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 1 เครื่องสามารถผลักดันน้ำได้ 72.7 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที และยังสามารถชะล้างไล่ดินเลน รวมทั้งตะกอนที่อยู่ก้นแม่น้ำได้ด้วย จะยิ่งทำให้มวลน้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยคาดว่า เมื่อติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเสร็จแล้วจะทำให้การระบายน้ำจากแม่น้ำตาปีเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดพื้นที่น้ำท่วมลง “พล.ร.ต.นันทพล กล่าว

