‘อัยการธนกฤต’ ทำความเข้าใจกม.ปรับเป็นพินัย ไม่ใช่ความผิด-โทษอาญา ห้ามบันทึกประวัติอาชญากรรม

27.10.23 | 09:51 น.

‘อัยการธนกฤต’ ทำความเข้าใจ พ.ร.บ.ปรับเป็นพินัย ไม่ใช่ความผิดและโทษอาญา ห้ามบันทึกประวัติอาชญากรรม


เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงพ.ร.บ.ปรับเป็นพินัย ว่า “ด้วยมีคนจำนวนมากยังไม่เข้าใจพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ทั้งที่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับและเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ ผมจึงขออธิบาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ ที่น่าจะพอทำให้ประชาชนทั่วไปที่แม้จะไม่ใช่นักกฎหมายสามารถที่จะเข้าใจได้โดยไม่ยากลำบาก

ด้วยปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งว่า ในกรณีที่มีการกระทำความผิดอาญาที่ต้องโทษปรับและผู้กระทำความผิดไม่สามารถชำระค่าปรับได้ บุคคลนั้นก็จะต้องถูกลงโทษกักขังแทนค่าปรับ ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง และอาจจะต้องถูกบันทึกประวัติการกระทำความผิดในทะเบียนประวัติอาชญากรรมด้วย ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 77 วรรคสาม บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการอื่นที่ไม่ใช่ความผิดและโทษทางอาญามาบังคับใช้แทนสำหรับการกระทำความผิดไม่ร้ายแรงที่มีโทษปรับอย่างเดียว จึงได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ ที่จะกล่าวถึงสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การปรับเป็นพินัยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ ไม่ใช่ความผิดและโทษอาญา (มาตรา 5) ดังนั้น จึงห้ามหน่วยงานรัฐบันทึกการกระทำความผิดทางพินัยของบุคคลใดในบันทึกประวัติอาชญากรรม (มาตรา 34)

Advertisement

พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ มีวัตถุประสงค์หลักในการเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย ซึ่งไม่ใช่ความผิดอาญา โดยนับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ท้ายพ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ จำนวน 168 ฉบับ เช่น พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เป็นต้น จะถูกเปลี่ยนให้เป็นความผิดทางพินัย ซึ่งไม่ใช่ความผิดอาญา และอัตราโทษปรับอาญาจะถูกเปลี่ยนเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัย ซึ่งไม่ใช่โทษอาญา (มาตรา 39) (ตัวอย่างเช่น ความผิดอาญาฐานขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามมาตรา 157 คือมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 4 พันบาท จะถูกเปลี่ยนเป็นเป็นความผิดทางพินัย และอัตราโทษปรับอาญาไม่เกิน 4 พันบาท จะถูกเปลี่ยนเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 4 พันบาท ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป)

และตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามข้อบัญญัติท้องถิ่น และความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายในบัญชี 3 ท้ายพ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ จำนวน 3 ฉบับ จะถูกเปลี่ยนให้เป็นความผิดทางพินัยด้วย (มาตรา 42 และมาตรา 43)

นอกจากนี้ ความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 2 ท้ายพ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ จำนวน 33 ฉบับ เช่น พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ร.บ. คนเข้าเมือง ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ร.บ. ยา พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ร.บ. อาคารชุด และ พ.ร.บ. อาหาร เป็นต้น สามารถที่จะถูกเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยได้เช่นกัน โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 40)

เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ที่จะมีอำนาจปรับเป็นพินัยนั้น จะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายซึ่งบัญญัติความผิดทางพินัยต่าง ๆ กำหนดไว้ ถ้ากฎหมายซึ่งบัญญัติความผิดทางพินัยไม่ได้กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ที่จะมีอำนาจปรับเป็นพินัยไว้ รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายนั้นจะต้องประกาศกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย โดยจะกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งบัญญัติความผิดทางพินัยนั้น ให้เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย โดยในกรณีที่ค่าปรับเป็นพินัยที่กฎหมายบัญญัติไว้มีอัตราอย่างสูงไม่เกิน 1 หมื่นบาท จะกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐคนเดียวเป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยก็ได้ แต่ถ้าค่าปรับเป็นพินัยมีอัตราอย่างสูงเกิน 1 หมื่นบาท จะต้องกำหนดให้การปรับเป็นพินัยกระทำเป็นองค์คณะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่น้อยกว่า 3 คน (มาตรา 14)

ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ ไม่ได้กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยไว้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ จึงต้องออกประกาศกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย ซึ่งได้กำหนดให้เจ้าพนักงานจราจรที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไปสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบเป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย และกำหนดให้การพิจารณาและการดำเนินการปรับเป็นพินัยต้องทำเป็นองค์คณะประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 3 คน หรือ กรณีของ พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 ก็ไม่ได้กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยไว้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายจึงต้องออกประกาศกำหนดให้ข้าราชการสังกัดกรมทางหลวงซึ่งดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงตำแหน่งสารวัตรหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป ในสังกัดกองบังคับการตำรวจทางหลวง ให้เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐคนเดียวมีอำนาจปรับเป็นพินัยสำหรับความผิดที่มีอัตราค่าปรับเป็นพินัยอย่างสูงไม่เกิน 1 หมื่นบาท ส่วนความผิดทางพินัยที่มีอัตราค่าปรับอย่างสูงเกิน 1 หมื่นบาท การปรับเป็นพินัยต้องทำเป็นองค์คณะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่น้อยกว่า 3 คน

เมื่อมีการกระทำความผิดทางพินัยเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสั่งปรับเป็นพินัยทันทีเลยไม่ได้ จะต้องดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน และจะต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหานั้นตามสมควรเสียก่อน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงการแสวงหาข้อเท็จจริง การรวบรวมพยานหลักฐาน และการชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหา พ.ศ. 2566 (มาตรา 19) และหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีการกระทำความผิดทางพินัย เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจะมีคำสั่งปรับเป็นพินัยเป็นหนังสือและส่งคำสั่งให้ผู้กระทำความผิดทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ที่ปรากฏตามหลักฐานทะเบียนราษฎรของผู้ถูกกล่าวหาหรือตามที่ได้แจ้งไว้ต่อหน่วยงานของรัฐ และให้ถือว่าผู้กระทำความผิดได้รับแจ้งคำสั่งปรับเป็นพินัยตั้งแต่วันครบ 15 วันนับแต่วันที่ปรากฏในทะเบียนตอบรับ (มาตรา 20) โดยมีระะยะเวลาที่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง (มาตรา 21 (3))

ตัวอย่างเช่น หากพบว่ามีการกระทำความผิดฐานขับขี่รถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 67 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน 4 พันบาท ตามมาตรา 152 ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดทางพินัย จะต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดทางพินัยพร้อมทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นหนังสือไปยังผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน และหลังจากนั้น หากเจ้าพนักงานจราจรผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีการกระทำความผิดทางพินัย เจ้าพนักงานจราจรก็จะมีคำสั่งปรับเป็นพินัยเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังที่อยู่ของผู้กระทำความผิด ซึ่งแตกต่างจากเดิมในขณะที่ความผิดฐานขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นความผิดอาญา ยังไม่ถูกเปลี่ยนมาเป็นความผิดทางพินัย ที่เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจออกใบสั่งให้ผู้กระทำความผิดไปชำระค่าปรับได้ทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนของการแจ้งข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิด และการชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เหมือนกับขั้นตอนของการพิจารณาและดำเนินการปรับเป็นพินัย

ผู้กระทำความผิดทางพินัยมีสิทธิขอผ่อนชำระค่าปรับได้ (มาตรา 9 วรรคสอง) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับเป็นพินัยได้ (มาตรา 10) หากผู้กระทำความผิดทางพินัยชำระค่าปรับเป็นพินัยหรือทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับเป็นพินัยครบถ้วนแล้ว คดีความผิดทางพินัยก็เป็นอันยุติลง (มาตรา 33(1))

แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางพินัยปฏิเสธข้อกล่าวหา หรือไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนด เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และส่งสำนวนให้อัยการเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป (มาตรา 23) ดังนั้น ผู้ที่ได้รับคำสั่งปรับเป็นพินัย เช่น คำสั่งปรับเป็นพินัยฐานขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก หากไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็อาจจะถูกอัยการฟ้องคดีต่อศาลได้ เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้ชำระค่าปรับเป็นพินัย

อนึ่ง คดีความผิดทางพินัย จะต้องมีคำสั่งปรับเป็นพินัยหรือมีการฟ้องคดีภายใน 2 ปีนับแต่วันกระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ (มาตรา 11)

มีข้อสังเกตว่า หากผู้ต้องคำพิพากษาให้ชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่ชำระค่าปรับภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าปรับเป็นพินัยได้ (มาตรา 30) และเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้ใดชำระค่าปรับเป็นพินัย ถ้าผู้นั้นไม่ชำระค่าปรับหรือชำระค่าปรับแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วน และเกิน 5 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้ว จะบังคับตามคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อผู้นั้นไม่ได้ (มาตรา 12)

นอกจากนี้ ตามหนังสือเวียนสำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย 016/ ว 993 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2566 ได้แจ้งว่า สำหรับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นคดีความผิดทางพินัย จะมีผลให้การคุมขังระหว่างพิจารณาสิ้นสุดลง กรณีที่มีการทำสัญญาประกันในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา สัญญาประกันย่อมสิ้นสุดลง และคดีที่จำเลยอยู่ระหว่างการกักขังแทนค่าปรับ การกักขังย่อมสิ้นสุดลง และค่าปรับที่ยังไม่ได้ชำระให้ตกเป็นพับ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ มาตรา 46″