ชลน่าน เตรียมข้อมูลด้านสุขภาพ ให้รัฐไว้ชั่งน้ำหนัก ตัดสินใจขยายเปิดผับ-บาร์ ถึงตี 4

30.10.23 | 14:07 น.

ชลน่าน โยนรัฐบาลตัดสินใจนโยบายขยายเปิดผับบาร์ถึงตี 4 สธ. ขอทำหน้าที่เสนอผลกระทบให้ไปชั่งน้ำหนักเอง

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นข้อเสนอต่อรัฐบาล ให้พิจารณาอนุญาตขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงได้ถึงตี 4 ว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ส่วนในมุมของกระทรวงสาธารณสุขคือดูมิติเชิงสุขภาพ ฉะนั้น การขยายเวลาเปิดผับบาร์ถึงตี 4 ได้หรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับ สธ. แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องคือ เมื่อมีนโยบายนี้ขึ้นมา สธ.จะต้องนำมิติที่เกี่ยวข้องไปรองรับ คือ ส่วนที่ 1 พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ที่ตอนนี้กำหนดว่าสามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และอีกช่วงคือตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. ซึ่งเมื่อมีนโยบายดังกล่าวแล้ว เราก็ต้องมาดูว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายนี้หรือไม่ ถ้าหากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า จะต้องทำให้สอดรับกัน ก็ต้องไปดูกฎหมายแม่ ถ้า สธ.มีอำนาจในการพิจารณา ก็ต้องมาดูตรงนั้น

“ส่วนที่ 2 นโยบายสุขภาพที่สามารถรองรับได้ เช่น การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่จะมีผลต่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน การเกิดอุบัติเหตุ นี่เป็นมิติของเราที่ต้องป้องกันการเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งเราต้องเสนอไปว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์อย่างไร เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน” นพ.ชลน่านกล่าว

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ส่วนที่ 3 การเข้าไปรองรับกรณีที่มีการกำหนดพื้นที่ (Zoning) โดย สธ.จะต้องเข้าไปรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชนในโซนนิ่งนั้นๆ เช่น การเตรียมห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนของเรา

เมื่อถามย้ำว่า ทาง สธ.ไม่ได้มีส่วนแสดงความเห็นว่าสามารถขยายเวลาได้หรือไม่ แต่ถ้ามีมติออกมาว่าจะต้องขยายเวลาจริง สธ. มีหน้าที่เตรียมความพร้อมรองรับนโยบายของรัฐบาล นพ.ชลน่านกล่าวว่า ถูกต้อง เพราะต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้มีผลต่อสุขภาพ

Advertisement

ถามต่อว่า ในการพิจารณาขยายเวลาเปิดผับบาร์นี้ สธ. สามารถแสดงจุดยืนเพื่อคัดค้านได้หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า หากถามว่าค้านได้หรือไม่ ต้องอธิบายว่า ในมุมของนโยบาย มีการคิดเชิงหลักการหลายปัจจัย ทั้งมิติเศรษฐกิจ มิติทางสังคม สิ่งแวดล้อมหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เรามีมติทางสังคมเรื่องการดูแลสุขภาพ เราก็จะให้ผลลัพธ์ไปว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เขาชั่งน้ำหนักว่าจะทำอย่างไร ถ้าสิ่งที่เราให้เหตุผลว่า กระทบต่อมิติสุขภาพประชาชนมากกว่าเศรษฐกิจ เขาก็อาจจะปรับได้

“เราไม่ได้เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย แต่มีหน้าที่ของตัวเอง ในการรองรับนโยบายนี้ให้ดีที่สุดอย่างไร โดยไม่มีผลต่อสุขภาพประชาชน” นพ.ชลน่านกล่าว